ลู่ติ้งหยวนยกมือขึ้น กางนิ้วทั้งห้าออก แล้วแปะฝ่ามือลงบนหน้าเซี่ยหลีอย่างไร้อารมณ์ ดันศีรษะเธอให้หงายไปด้านหลัง
ไม่อยากสนใจภรรยาที่ช่วงสองสามวันนี้เอาแต่พูดจาเหน็บแนมเขา ลู่ติ้งหยวนจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเสียเลย “พวกสายสืบยอมพูดแล้ว คนส่วนใหญ่เป็นสายสืบของเกาะญี่ปุ่นจริง ๆ”
เซี่ยหลีถูกลู่ติ้งหยวนดันจนตัวเอนไปด้านหลังสี่สิบห้าองศา พอได้ยินเรื่องสำคัญก็ไม่พูดจาเหน็บแนมเขาต่อ เธอปัดมือที่แปะอยู่บนหน้าออก แล้วขมวดคิ้วแน่น “แล้วคุณหมอยามาดะล่ะ
ก่อนหน้านี้เขาบอกฉันว่าเขาเป็นชาวหัวเซี่ย”
ลู่ติ้งหยวนปล่อยมือที่ดันเซี่ยหลีอยู่ ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย น้ำเสียงพลอยหนักแน่นขึ้นหลายส่วน
“เขาเป็นชาวหัวเซี่ยจริง ๆ มีสายลับหลายคนสารภาพแล้ว
ชื่อเดิมของเขาคือกัวขุย เป็นคนมณฑลกว่าง ปัจจุบันทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลประชาชนแห่งที่หนึ่งของมณฑลกว่าง ที่บ้านยังมีพ่อแม่ ภรรยา และลูกอีกสองคน รวมทั้งหมดห้าคน ตอนนี้ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว
แต่จนถึงตอนนี้พวกเราก็ยังเค้นข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาจากปากกัวขุยไม่ได้ แม้แต่ตอนที่พวกเราสับเปลี่ยนกำลัง เขายังเคยคิดจะฆ่าตัวตาย
วิธีการนี้คุ้นเคยเกินไป พวกเราสงสัยว่าเขาเป็นคนของสมาคมไท่ผิง และจากคำให้การของสายลับ พวกเราคาดว่ากัวขุยเข้าร่วมปฏิบัติการลักลอบขนของเพื่อระดมทุนให้สมาคมไท่ผิง”
ชาวต่างชาติย่อมน่าชัง แต่คนขายชาติน่าชังกว่าชาวต่างชาติเสียอีก ก่อนหน้านี้สมาคมไท่ผิงเอาแต่กล่าวอ้างว่าต่อสู้เพื่อความสงบสุขของหัวเซี่ย ทว่าการเข้าไปพัวพันกับการลักลอบขนของเช่นนี้ก็เข้าข่ายทำลายความมั่นคงของชาติแล้ว ไม่ใช่แค่กลุ่มลัทธิมืดในประเทศอีกต่อไป
เมื่อเซี่ยหลีได้ยินคำว่า “สมาคมไท่ผิง” เธอก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่เธอติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วเมืองหลวง คนของสมาคมไท่ผิงก็หายไปเหมือนผลโสมที่ตกลงไปในดิน ไม่มีวี่แววให้เห็นอีกเลย
