คุณปู่มองออกว่าเซี่ยหลีกำลังสงสัย แม้สีหน้าซาบซึ้งที่เธอมองเขาจะไม่เปลี่ยนไป แต่น้ำเสียงของเขากลับยิ่งนอบน้อมขึ้น
“เธอเป็นคนที่คุณช่วยชีวิตกลับมา พวกเราในสำนักงานโบราณวัตถุหลายคนจึงเห็นพ้องกันว่า อยากให้คุณช่วยตั้งชื่อให้เธอสักชื่อ”
เซี่ยหลี: …ปกติมีแต่ตั้งชื่อให้เด็กเกิดใหม่ ชาตินี้เธอเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่า คนตายไปแล้วสองพันกว่าปียังต้องถูกตั้งชื่อใหม่อีกครั้ง
ก็เพราะเธอเป็นนักวัตถุนิยม ไม่อย่างนั้นการตั้งชื่อให้ศพแบบนี้คงชวนอัปมงคลอยู่ไม่น้อย อีกอย่าง คนนอกตั้งชื่อให้คนอื่น นี่ไม่ใช่การตั้งฉายาอีกรูปแบบหนึ่งหรอกหรือ? หรือเธอจะเอานามบัตรของท่านอาจารย์ใหญ่ใส่ไว้ในโลงศพนี้ดี?
เซี่ยหลียิ้มแห้งๆ อย่างสุภาพ แต่รอยยิ้มนั้นเสแสร้งสุดๆ
“ในของที่ฝังไปกับศพอาจมีชื่อของเธออยู่ก็ได้นี่คะ? ชื่อเป็นสิ่งที่พ่อแม่มอบให้ลูกด้วยความคาดหวัง ไม่น่าต้องให้ฉันตั้งให้หรอกมั้ง?”
ชายชราส่ายหน้า “ในของที่ฝังไปกับศพของเธอ นอกจากตราประจำตำแหน่ง ‘ซางชาฉัง’ แล้ว พวกเราก็ไม่พบเบาะแสอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของเธอเลย
“อีกอย่าง นี่เป็นศพผู้หญิง ตราประจำตำแหน่งนี้ไม่มีทางเป็นของเธอ อาจเป็นของบิดาหรือพี่ชายของเธอ ไม่ก็สามีหรือลูกชาย อาจหมายถึงเกียรติยศ ความอาลัย ของแทนใจ หรือมีความหมายสำคัญอย่างอื่นก็ได้
“ศพจำนวนมากที่ขุดพบจากการนักโบราณคดี โดยเฉพาะศพผู้หญิง แม้จะพอสืบย้อนตัวตนได้ แต่ชื่อมักไม่อาจสืบค้น จึงเป็นชื่อที่คนรุ่นหลังตั้งให้ อย่าง ‘สุภาพสตรีซินจุย’ หรือ ‘องค์หญิงเสี่ยวเหอ’ เป็นต้น
“นี่ไม่ใช่การลบหลู่ แต่เป็นคำเรียกที่คนรุ่นหลังตั้งขึ้นเพื่อแสดงความเคารพยกย่องพวกเธอ
“ยิ่งไปกว่านั้น ศพนี้รวมถึงของที่ฝังอยู่ในสุสานของเธอมีคุณค่าต่องานวิจัยด้านการแพทย์อย่างยิ่ง มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าทางการแพทย์ของหัวเซี่ยในอนาคต หลังจากนี้จะต้องนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ให้ผู้คนได้มาสักการะชื่นชม
