ผู้บัญชาการกองทัพเหรินถอนหายใจเฮือก วางปากกาในมือแล้วเดินเข้าไป เตะตำแขนชายหนุ่มนั้นลงหนัก ๆ หนึ่งครั้ง
“ถ้าองค์กรยินยอมแล้ว ก็แปลว่าไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เซี่ยหลีทำ
แม้จะรวมกลุ่มผูกพวก แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่องค์กรยอมรับโดยปริยาย”
ชายหนุ่มฟังแล้วใบหน้าแดงก่ำจนแทบระเบิด เขามองผู้บัญชาการกองทัพเหรินด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อสายตา เหมือนถูกคนที่เชื่อถือมากที่สุดทรยศ
“สิบปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น นายลืมหรือยังไง
ไม่ก็เพราะพวกนั้นรวมกลุ่มผูกพวกนี่!
นายอยากให้เรื่องในอดีตเกิดซ้ำอีกครั้งหรือ!”
ผู้บัญชาการกองทัพเหรินส่ายหน้า “ไม่เหมือนกัน เธอไม่ได้อยากได้อำนาจมากมายขนาดนั้น”
“แล้วนายล่ะ!?”
ชายหนุ่มตาแดงฉับ จ้องผู้บัญชาการกองทัพเหรินไม่กระพริบ เหมือนอยากได้คำตอบหนึ่งเดียว
“นายน่ะเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในเขตทหาร นายจะยอมให้อำนาจของเธอบีบแซงนายหรือ!?
ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะเป็นดั่งที่นายว่าว่าเธอไม่สนอำนาจ แล้วตระกูลลู่ล่ะ? ตระกูลเซี่ยล่ะ?
สองตระกูลนี้ต่างเป็นตระกูลทหารทั้งคู่ นี่มันจะไปแย่งอำนาจของใครกันแน่?
นายไม่กลัวเหรอว่าอำนาจทหารทั้งเขตทหารภาคตะวันตกเฉียงใต้จะตกไปอยู่ในมือของพวกเขา?”
ผู้บัญชาการกองทัพเหรินถอนหายใจ ยังคงหวังดีอย่างสุดประสงค์คอยปลอบใจ “ไม่ว่าตระกูลลู่หรือตระกูลเซี่ย ฐานที่มั่นของพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ฝั่งเรา นายไม่ต้องวิตกกังวลมากขนาดนั้น
พวกเขาคงจะไม่มาแย่งชิงอะไรที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้น ปีหน้าผมก็อายุครบเกษียณแล้ว อีกสองปีนายคงจะย้ายไปเขตทหารอื่น อำนาจที่นี่จะเป็นของใครก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเราสองคนแล้ว
ตอนนี้ผมก็แค่อยากเกษียณลงอย่างเรียบง่าย แล้วใช้ชีวิตอันสงบสุขไปกับภรรยาของผม
เมื่อองค์กรยอมรับแล้ว นายก็อย่าไปสืบสวนลงรากลึกอีกเลย