เสิ่นเยวียนไม่มีทางมองผิด ก่อนหน้านี้เขาเคยติดตามมหาเสนาบดีเสิ่นท่องเที่ยวไปตามภูเขาลำธาร พบเห็นเล่ห์เหลี่ยมของขอทานเด็กพวกนี้มามาก เขากล้ายืนยันว่าถุงเงินของเซี่ยเฉิงเจ๋ออยู่กับขอทานเด็กคนนั้น
เขายื่นมือไปคว้าตัว เด็กขอทานก็ยิ่งดิ้นรนหนักขึ้น พลางแหกปากตะโกนว่า “เขาก็บอกแล้วว่าพวกเราไม่ได้ขโมย! เหตุใดท่านยังไม่ยอมปล่อยพวกเราไปอีก! ปล่อยข้า! เจ้าคนชั่ว! อ๊ากกก—”
ผู้คนที่สัญจรอยู่ใกล้เคียงต่างหันมามอง พากันชี้มือชี้ไม้ใส่เสิ่นเยวียน รู้สึกละอายใจแทนที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งกลับรีดไถขอทานเด็ก
“ใต้เท้าเสิ่น” เซี่ยเฉิงเจ๋อที่อยู่ข้างกายเอ่ยเสียงขรึมเล็กน้อย แววตาเปี่ยมคำเตือน “ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่ได้ขโมย”
เสิ่นเยวียนหงุดหงิดอยู่บ้าง เขาอุตส่าห์มีน้ำใจคิดช่วยอีกฝ่ายเอาถุงเงินที่ถูกขโมยกลับคืนมา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยืนข้างเขา ซ้ำยังตำหนิเขาด้วยสายตาอีกหรือ?!
ช่างเถิด! อย่างไรเงินที่หายไปก็ไม่ใช่ของเขา!
เขาไม่ควรสอดมือยุ่งเรื่องชาวบ้านเลย!
“หากประเดี๋ยวองค์ชายจ่ายค่าอาหารไม่ได้ ก็อย่ามาขอเงินจากข้า ข้าเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ไม่มีเงินให้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย!” เสิ่นเยวียนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
เซี่ยเฉิงเจ๋อมองเขา “โกรธแล้วหรือ?”
เสิ่นเยวียนไม่เข้าใจว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อยังมีหน้าถามประโยคนี้ได้อย่างไร
หรือเขาคิดจริง ๆ ว่าเพียงสงสารขอทานเด็กแล้วแสร้งทำเป็นเมตตาใจกว้าง ก็จะเทียบชั้นกับองค์รัชทายาทและกลายเป็นองค์รัชทายาทได้หรือ?
หากเรื่องนี้องค์รัชทายาทเป็นผู้ทำ เขาย่อมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติและเข้าใจได้ แต่พอเป็นเซี่ยเฉิงเจ๋อทำ เขากลับรู้สึกว่าเสแสร้งอย่างที่สุด ไม่ว่าอย่างไรก็สลัดความรู้สึกนี้ไม่พ้น
