การได้เป็นผู้ใช้พลังพิเศษ เป็นสิ่งที่ลู่หลิงเฝ้าปรารถนาแทบทั้งชีวิตในชาติก่อน
คนธรรมดาในโลกวันสิ้นโลก จะไม่เกลียดชังความสามัญของตัวเองได้อย่างไรกัน
ลู่หลิงกอดสือเริ่นแน่น ซบหน้าลงบนอกกว้างของเขา "ขอบคุณนะ สือเริ่น"
สือเริ่นก็กอดเธอแน่นไม่แพ้กัน คางของเขากดลงบนศีรษะของเธอ เขาชอบภาพที่ลู่หลิงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของตัวเองเหลือเกิน
ส่วนมู่เซียวที่อยู่ข้าง ๆ ก็หุบปีกสีดำยักษ์ที่แผ่กว้างลงมาทันที ขนสีดำสนิทปลิวร่วงลงพื้นสองสามเส้น
เขามองพวกเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป
ลู่หลิงพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้าขึ้นจากอกของสือเริ่น "สือเริ่น คุณกลายร่างเป็นสิงโตขาวได้เต็มตัวใช่ไหมคะ"
สือเริ่นพยักหน้า
ในชั่วพริบตา เบื้องหน้าของลู่หลิงก็ถูกบดบังด้วยภาพสีขาวโพลน
มันคือสิงโตตัวผู้สีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างใหญ่กว่าสิงโตปกติถึงสองรอบ ขนแผงคอสีขาวสะบัดพลิ้วราวกับพายุบนทุ่งหิมะ ดวงตาสีทองสดแนวตั้งมีประกายแห่งอำนาจที่น่าสะพรึงไหลเวียนอยู่ แขนขาทั้งสี่ล่ำสันแข็งแรง กรงเล็บกดลงบนพื้น แค่เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้ใครต่อใครหวาดกลัวจนเข่าอ่อน
ลู่หลิงนิ่งงันไปชั่วขณะ
นี่มัน... หล่อเกินไปหน่อยแล้ว
เธอยื่นมือไปลูบขนแผงคอของสิงโตขาว ปลายนิ้วจมลงในขนแผงคอสีขาวฟูฟ่องนุ่มนิ่ม สัมผัสอ่อนนุ่มและอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ "คุณเท่และสง่ามากเลยนะคะ!"
สิงโตขาวก้มหัวลง ปลายจมูกที่เปียกชื้นแตะสัมผัสแก้มของเธอเบา ๆ พลางคลอเคลีย
นี่คือวิธีจูบของสัตว์ตระกูลแมว
สือเริ่นไม่เคยละทิ้งโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเธอ
ตี๊ด ๆ ๆ ๆ
เสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้น สือเริ่นแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว ขนสีขาวราวกับมายากลกลายเป็นเสื้อและกางเกงสีขาวแนบเนื้อที่สวมใส่พอดีตัว สะอาดและคล่องแคล่ว
สือเริ่นตรวจดูนาฬิกาสื่อสารของตัวเอง มีข้อความเสียงเด้งขึ้นมา
"หัวหน้า มู่เซียว ทางด้านป่าตงหลินมีของเสบียงตกหล่นอยู่ น่าจะเป็นกับดักของวิญญาณประหลาด แต่ของเสบียงนั่นเป็นของจริงนะ
ตอนกลับมาให้แวะดูหน่อยว่าจะเก็บได้หรือเปล่า มีหลายหน่วยย่อยไปกันแล้ว เร็วหน่อย ไม่งั้นจะอดเก็บ"
สือเริ่นใช้แขนข้างเดียวอุ้มลู่หลิงขึ้นมา ให้เธอนั่งอย่างมั่นคงบนท่อนแขนที่แข็งแรงของเขา "ไปกันเถอะ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว"
เมื่อถูกเขาอุ้มด้วยแขนข้างเดียว ลู่หลิงจึงจับไหล่หนาของสือเริ่นตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นก็เห็นมุมปากของสือเริ่นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่จางมาก ๆ
ลู่หลิงโน้มตัวเข้าไปจูบที่มุมปากของเขาเบา ๆ "ฉันเดินเองได้นะคะ"
สือเริ่นส่ายหัว "อยากอยู่ใกล้คุณกว่านี้" .
รถบ้านบรรทุกแร่เป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ หลังจากที่มู่เซียวตั้งค่าตามพิกัดที่เพื่อนร่วมทีมส่งมาให้เสร็จ ก็ผลักประตูออกมาจากห้องคนขับ
ทันทีที่ออกมาเขาก็มองเห็นคนทั้งสองนั่งซ้อนทับกันอยู่บนโซฟา ร่างสูงใหญ่ของสือเริ่นโอบล้อมลู่หลิงไว้ในอ้อมกอด ให้เธอนั่งอยู่บนตักของตัวเอง
ลู่หลิงแทบจะถูกห่อหุ้มด้วยท่าทางที่แสดงความเป็นเจ้าของอย่างสุดขีดนี้จนมิด มิหนำซ้ำยังต้องพิงเขาไว้ มองเขาเพียงเท่านั้น
มู่เซียวคลิกลิ้น กลอกตามองบน "พวกนายโชว์เป็นแฝดติดกันอยู่หรือไง"
สือเริ่นรู้สึกเหมือนอาณาเขตของตัวเองถูกรุกราน ต่อให้เป็นเพื่อนร่วมทีมของตัวเอง เขาก็ไม่อยากให้ลู่หลิงแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นของมู่เซียว ดังนั้นเขาจึงกอดลู่หลิงแน่นขึ้นอีก วงแขนกระชับรอบเอวของเธอ
แล้วจึงหันไปพูดกับมู่เซียวว่า "นายอย่ามาใกล้เธอมากเกินไป"
มุมปากของมู่เซียวกระตุก "วอดเดอะฟ... รอให้นายพ้นช่วงติดสัดก่อนเถอะ แล้วนายจะรู้ว่าตัวเองทำเกินไปแค่ไหน ตอนนี้นายมันไอ้แท่งเหล็กเลยนะโว้ย!"
สือเริ่นไม่สนใจเขา
เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตัวเองไม่ได้ผล มู่เซียวจึงหันมามองลู่หลิงด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"อย่าคิดนักเชียวว่าหัวหน้าพวกเราทำเหมือนจะชอบเธอมากมาย อาการพวกนี้เป็นเพราะช่วงติดสัดทั้งนั้น ปกติเขาเป็นคนเย็นชาแค่ไหน หวังว่าไว้ใจน้อย ๆ ของเธอจะทนไหวหลังจากนี้ก็แล้วกัน"
สือเริ่นยื่นมือมาปิดหูของลู่หลิง "คุณอย่าฟังเขาพูด"
มู่เซียวโยนหมอนอิงในมือลงบนโซฟา "เอาละ ๆ พวกนายอยู่กันสองต่อสองไปเลย ข้าจะดูต่อไปว่าพอช่วงติดสัดของนายหมดแล้ว นายจะเสียใจแค่ไหน"
พูดจบมู่เซียวก็หาวหวอด ๆ แล้วขึ้นไปชั้นบน เมื่อคืนเขาฟังเสียงอยู่นาน ไม่ได้นอนเลย
ทางด้านลู่หลิง ระบบก็ได้ปล่อยภารกิจออกมาทันที
[ภารกิจระบบ 2: ฝึกมู่เซียวให้เชื่อง]
[รางวัลภารกิจ: พลังงานไร้ขีดจำกัด (พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิง)]
"00 รางวัลของคุณ ทุกอย่างสุดยอดไปหมดเลยนะ"
[แน่นอนอยู่แล้ว ภารกิจใหญ่ก็ต้องมีรางวัลใหญ่สิ]
"แล้วเป้าหมายการฝึกให้เชื่อง เปลี่ยนได้ไหม"
[ไม่ได้นะ ปัจจุบันยังไม่มีเป้าหมายที่มีคุณภาพอื่นอยู่ใกล้คุณ]
"สือเริ่นเฝ้าฉันแน่นเกินไป ฉันคงไม่มีโอกาสเข้าใกล้มู่เซียว"
[รอให้ช่วงติดสัดของเขาหมดก่อนก็ได้นะ ถึงตอนนั้นเขาจะเลิกสนใจคุณเอง แล้วคุณก็จะได้ไปฝึกมนุษย์สัตว์ตัวใหม่ได้แล้ว]
สือเริ่นอุ้มลู่หลิงอยู่พลาง หยิบช็อกโกแลตกล่องหนึ่งออกมาจากตู้หมายเลข 04
เป็นยี่ห้อที่ลู่หลิงชอบกินมากตอนเด็ก ๆ ห่อกระดาษเป็นสีทองแวววาว รสสัมผัสและรสชาติอร่อยมาก ๆ พร้อมด้วยกลิ่นหอมนมเข้มข้น
สือเริ่นฉีกห่อ หักใส่ปากแล้วยื่นมาจ่อที่ปากของเธอ "กินสิ"
ลู่หลิงอ้าปากงับกัด ความหวานขมอันเป็นเอกลักษณ์ค่อย ๆ กระจายตัวในช่องปาก เป็นความหวานหอมที่เธอไม่ได้ลิ้มรสมานานแสนนานแล้ว
สือเริ่นจ้องมองริมฝีปากที่แดงระเรื่อของเธอด้วยประกายตาแรงกล้า
ลู่หลิงอมช็อกโกแลต แล้วถามอย่างเลือนลางว่า "ฉันจำได้ว่าคุณหยิบของจากตู้หมายเลข 01 ตลอดเลยนี่คะ ตู้หมายเลข 04 เป็นของคุณด้วยหรือเปล่า"
สือเริ่นส่ายหัว "ไม่ใช่ของผม แต่คุณกินเถอะ ไม่เป็นไร ไว้กลับฐานแล้วผมจะชดใช้คืนให้เขาก็แล้วกัน
บนรถมีของเสบียงไม่มาก แต่ของเสบียงที่ผมมีในฐานมีมากมาย พอกลับฐานแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของผมจะเป็นของคุณทั้งหมด คุณอยากได้อะไร ผมจะเอาคืนมาให้คุณหมด"
ลู่หลิงก้มหน้าลง
ไม่ว่าจะเป็น 00 หรือมู่เซียว พวกเขาคอยย้ำเตือนเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นแค่ภาพลวงตา
ลึก ๆ แล้ว เธอไม่อยากให้สือเริ่นพ้นช่วงติดสัดเลยจริง ๆ พอคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตาที่เธอจะครอบครองได้เพียงชั่วคราว หัวใจก็อึดอัดจนแทบบ้า
การทะนุถนอมปกป้องของเขาทุกเมื่อเชื่อวัน
ความรักและทะนุถนอมเป็นพิเศษ
ความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริงเมื่ออยู่เคียงข้างเขา
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
การปล่อยให้คนที่ไม่เคยถูกรัก ไม่เคยถูกทะนุถนอมมาก่อน ไปต่อต้านการถูกรัก ไปต่อต้านการจมดิ่ง
นั่นเป็นเรื่องที่ยากมาก
สือเริ่นก้มหน้าลงซุกไซ้ที่ซอกคอของเธอ ราวกับเสพติด แล้วจูบที่ด้านข้างลำคอของเธอเบา ๆ "ลู่หลิง... ชอบคุณมากเลยนะ..."
ชอบงั้นหรือ
อันที่จริงมันก็แค่ความชอบชั่วคราวที่ถูกครอบงำไม่ใช่หรือไง
ลู่หลิงอมช็อกโกแลตชิ้นที่สอง พยายามจะใช้รสหวานกลบเกลื่อนรสขมที่เอ่อท้นขึ้นมาอีกครั้ง
[โฮสต์ คุณยังไหวไหม]
"ไม่เป็นไร ว่าไงนะ"
[ภารกิจฝึกมู่เซียวให้เชื่อง ตอนนี้ยังไม่สามารถทำได้ คุณไปทำภารกิจย่อยสักข้อก่อนไหม]
[ภารกิจย่อยของระบบ 01: เก็บของเสบียงอย่างน้อย 5 ลัง จะได้รับชุดชั้นในแบบแนบเนื้อ 5 ชุด]
ลู่หลิงก้มมองจุดแหลมบนอกของตัวเอง จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้สวมชุดชั้นในแบบปกติมานานมากแล้ว
ในวันสิ้นโลก ไม่ว่าชายหรือหญิงก็เหมือนกัน เสื้อผ้าขาด ผ้าพัง ก็แค่ไปหยิบชุดนู่นชุดนี้จากที่ไหนสักแห่งกลับมาใส่
ผู้หญิงหลายคนหาชุดชั้นในเปลี่ยนไม่ได้ ในตอนแรก พวกเธอทุกคนเขินอายมาก ต้องห่อไหล่เวลาเดิน
แต่มาภายหลัง ไม่ต้องพูดถึงความเขินอายเลย แทบไม่มีแนวคิดเรื่องความอายด้วยซ้ำ การมีชีวิตรอดนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ใครจะยังใส่ใจเรื่องพวกนี้กันอีก
ลู่หลิงมองไปที่สือเริ่น ก็พบว่าสายตาของเขาก็จับจ้องอยู่ที่ตรงนั้นเช่นกัน ใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจร้อนและไม่มั่นคง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง
ลู่หลิงหัวเราะเบา ๆ ประคองใบหน้าของเขา มองเขาอย่างจริงจัง
ช่างเป็นสิ่งสร้างที่สมบูรณ์แบบ ดวงตา ขนตา สันจมูก โครงกระดูกใบหน้า ไม่มีส่วนไหนขัดตาลู่หลิงสักตำแหน่ง
โดยเฉพาะดวงตาสีทองแก่แนวดิ่งนั่น ชัด ๆ ว่าเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุดันและอำนาจข่มขวัญ แต่ในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกครอบครอง ความหมกมุ่น และความปรารถนา
ลู่หลิงหยุดคิดแล้ว
เธอจูบเขาไป
วันนี้มีสุราก็จงเมาในวันนี้