“วันนี้คุณช่วยฉันอีกแล้ว ขอบคุณจริง ๆ นะ”
เซี่ยซวี่กำลังจะบอกว่าไม่เป็นไร ก็ได้ยินอีกฝ่ายพูดอย่างเขินอายต่อว่า “ฉันขอกอดคุณได้ไหม?”
เธอกระชับชายเสื้อด้วยความประหม่า
เซี่ยซวี่ส่งเสียง “เอ๊ะ” อย่างไม่ทันตั้งตัว ตันเจียก็โผเข้ามากอดแล้ว ท่าทางอ่อนโยนราวกับกำลังทะนุถนอมของล้ำค่า
บนโลกนี้จะมีคนดีขนาดนี้ได้ยังไงนะ?
เธอเป็นแรงผลักดันเดียวที่ทำให้ฉันอยู่ต่อในโรงเรียนได้เลย
“ฉันแค่เดินเล่นผ่านมาเองจริง ๆ” เซี่ยซวี่อธิบาย
“อืม”
ยังปากแข็งอยู่อีก
น่ารักจัง
ก่อนที่เซี่ยซวี่จะเอ่ยทักท้วงอะไร ตันเจียก็คลายอ้อมแขนแล้วถอยออกมา “ฉันรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย ขอบคุณนะ ซวี่ซวี่”
เซี่ยซวี่รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งสวมบทเป็นแท่นชาร์จแบตเตอรี่ จึงพยักหน้าอย่างใจกว้าง ก่อนจะเห็นรอยบวมแดงที่ขาของอีกฝ่าย “คุณบาดเจ็บเหรอ?”
“ไม่เป็นไร” ตันเจียไม่ใส่ใจ เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นแล้ว แผลเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ แต่พอสังเกตเห็นเซี่ยซวี่ขมวดคิ้วบาง ๆ เธอก็พูดว่า “เดี๋ยวฉันไปห้องพยาบาล ทายาสักหน่อยก็หายแล้ว ไม่ได้ร้ายแรงอะไร”
“งั้นรีบไปเถอะ” สีหน้าเซี่ยซวี่ไม่แสดงอะไร ทว่าในใจยังนับถืออีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย โดนทำอะไรต่อมิอะไรขนาดนั้น แต่กลับยังไม่กลายเป็นตัวร้าย
ถ้าเป็นเธอ เธอคงระเบิดโรงเรียนทิ้งไปทั้งโรงเรียนแล้ว
ไม่แปลกเลยที่ตันเจียจะไม่ได้เป็นนางเอก
ตันเจียอ่านความชื่นชมจากดวงตาคู่งามนั้นได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่พอมองอีกครั้งก็ไม่เห็นอะไรแล้ว บางทีเธออาจตาฝาดไปเอง
“...ได้”
หลังแยกกับตันเจีย เซี่ยซวี่ไม่ได้รีบจากไปทันที เธอมองกำแพงเตี้ยตรงหน้า ตัวเองร่างกายไม่แข็งแรงเสียจนไม่กล้าถามตันเจียตรง ๆ ว่ากำแพงสูงขนาดนี้ อีกฝ่ายปีนข้ามมาได้ยังไง?
