รถม้าแล่นมาถึงเชิงเขาซีซาน ทั้งสองลงจากรถ กำลังจะเดินตามทางขึ้นเขาไปชมดอกไม้
สองข้างทางบนเขาปลูกต้นท้อเรียงรายไว้เต็มไปหมด บัดนี้เป็นช่วงดอกไม้บาน มองจากไกล ๆ ก็เห็นดอกท้อพร่างพรายงดงามราวเมฆหมอกสีสันสดใส
ทันใดนั้นก็มีเสียงล้อรถม้าดังมาจากด้านหลัง รถม้าคันหนึ่งจอดสนิท ก่อนม่านจะถูกเปิดออก ผู้ที่ก้าวลงมาคืออวี้เจีย
วันนี้นางสวมกระโปรงปักดิ้นทองลายแพรต่วน ทุกครั้งที่ขยับ ปิ่นหยกแดงประดับลูกปัดห้อยบนมวยผมก็ไหวระริก
สายตาของนางหยุดอยู่ที่หยวนเหิง แววตาฉายความชื่นชมขึ้นวูบหนึ่ง มุมปากพลันยกเป็นรอยยิ้มสดใส ก่อนจะก้าวเร็ว ๆ เข้ามาหา “ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันที่นี่ อาเหิง พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันจริง ๆ”
“วันนี้อาเหิงก็งดงามผุดผ่องจนใคร ๆ ละสายตาไม่ได้เหมือนกัน”
หยวนเหิงตอบกลับตามมารยาท น้ำเสียงอ่อนโยนและสุภาพ “วันนี้คุณหนูอวี้เจียก็เปล่งประกายจับตาเช่นกัน”
เมื่อไม่ได้ยินคำเรียก “พี่เจีย” อวี้เจียก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้
แต่ความรู้สึกนั้นยังไม่ทันก่อตัว สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นมู่หรงหลิงที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหยวนเหิงเสียก่อน
นางชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบสังเกตไม่เห็น
ในสำนักศึกษา ทุกคนอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืน จึงดูเหมือนไม่จำเป็นต้องคอยคำนึงถึงความแตกต่างด้านฐานะอยู่ตลอดเวลา แต่ยามนี้อยู่นอกสำนัก นางแม้เป็นบุตรีของอาจารย์หลวง แต่ก็ยังเป็นเพียงสามัญชน ส่วนมู่หรงหลิงเป็นซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงตู ตามธรรมเนียมแล้วนางควรคารวะเขา
นางข่มความรู้สึกอันซับซ้อนในใจ เปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มสุภาพเรียบร้อย ก่อนก้าวเข้าไปหา ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ “คารวะซื่อจื่อเพคะ”
มู่หรงหลิงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เขาตอบเพียงว่า “ไม่ต้องมากพิธี”
ทว่าเมื่อเห็นท่าทีสำรวมสุขุมของเขายืนอยู่ข้างหยวนเหิง อวี้เจียกลับรู้สึกขัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
นางลดมือลง หมุนตัวอย่างแผ่วเบา เดินไปยืนอีกข้างของหยวนเหิง แล้วคล้องแขนนางไว้เป็นธรรมชาติ ก่อนยิ้มถามว่า “ให้ข้าขึ้นเขาไปกับพวกเจ้าด้วยได้หรือไม่?”
