นับแต่วันทดสอบพรสวรรค์ทางวิญญาณครั้งนั้น หยวนเหิงก็มีชื่อเสียงขึ้นมาในสำนักหลิงซาน
ทุกคนต่างรู้ว่า ศิษย์ตัวน้อยบนยอดเขากระบี่เสวียนมีรากวิญญาณธาตุทองเหมือนกับเจินเหรินเยี่ยนฮุยทุกประการ
ชั่วขณะนั้น ทั้งในและนอกสำนักต่างพากันพูดถึง มีทั้งเสียงชื่นชมและผู้คนไม่น้อยที่รู้สึกอิจฉา
ทว่าบนยอดเขากระบี่เสวียน ชีวิตประจำวันยังคงเป็นเช่นเดิม
เยี่ยนฮุยคอยกำกับดูแลการฝึกฝนของนางแทบทุกขั้นตอน
หยวนเหิงยังเล็กและชอบนอน เขาจึงเคาะประตูปลุกนางทุกเช้า
ยามสอนนางเดินลมปราณ เยี่ยนฮุยนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงข้าม เสียงใสสะอาดดุจธารน้ำไหล ค่อย ๆ อธิบายเคล็ดวิชาให้นางฟังทีละคำ
เพราะหยวนเหิงมีร่างรากวิญญาณธาตุทอง จึงใกล้ชิดกับปราณเกิงจินมาตั้งแต่กำเนิด ช่วงเริ่มฝึก นางรู้สึกเพียงว่าลมหายใจนั้นประหนึ่งเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าสู่เส้นลมปราณ เจ็บจนใบหน้าน้อย ๆ ซีดขาว ริมฝีปากถูกขบแน่น
แต่นางไม่ส่งเสียงสักคำ
เยี่ยนฮุยมองเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
จนกระทั่งนางชักนำปราณก้อนนั้นเข้าสู่ตันเถียนได้อย่างมั่นคง เขาจึงส่งโอสถวิญญาณบำรุงเส้นลมปราณเม็ดหนึ่งเข้าปากนาง
โอสถละลายทันทีที่เข้าปาก กระแสอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดพลันมลายสิ้น
หยวนเหิงผ่อนคลายไปทั้งตัว สีหน้าก็มีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางของนาง เยี่ยนฮุยก็พลันใจอ่อนลง
เขายื่นมืออุ้มนางขึ้นมานั่งบนตัก ให้ทั้งสองสบตากัน
ดวงตาคู่นั้นที่มักเย็นชา เวลานี้กลับอ่อนโยนเป็นพิเศษ
“เจ็บแล้วเหตุใดไม่บอกข้า?” เขาถาม
หยวนเหิงเม้มริมฝีปาก ก่อนยิ้มให้เขา “ศิษย์ยังทนไหวเจ้าค่ะ”
เยี่ยนฮุยยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ สองครั้ง คล้ายพึงพอใจ ทั้งคล้ายกำลังข่มกลั้นอารมณ์บางอย่าง
นางมีพรสวรรค์เฉลียวฉลาด ทั้งยังขยันขันแข็ง เขาจะใจอ่อนได้อย่างไร
หนทางบำเพ็ญเต๋าไม่อาจปล่อยให้เหลาะแหละแม้แต่น้อย หากเห็นว่านางยังเด็กแล้วตามใจไปเสียทุกเรื่อง นั่นต่างหากที่จะเป็นการทำร้ายนาง
