หยวนเหิงรู้สึกว่าหัวใจเต้นรัวราวกับกลอง ทั้งร่างร้อนผ่าวประหนึ่งมีไฟแผดเผา ทว่ากลับอ่อนระทวยจนไร้เรี่ยวแรง
นางพยักหน้าส่ง ๆ น้ำเสียงเจือแววเร่งเร้าอยู่บ้าง “อืม... ได้...”
มู่หรงจิ้งกลับเงยหน้ามองนางในเวลานี้
เขารู้ว่ายามนี้นางกำลังถูกฤทธิ์สุราทรมานไม่ต่างจากเขา แต่กลับจงใจถามอย่างไม่รีบร้อนว่า
“ได้อะไร? เจ้าอยากได้อะไร?”
หยวนเหิงหายใจหอบ ดวงตาคู่สวยมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “ข้าอยากได้ท่าน...”
“ข้าเป็นใคร?” มู่หรงจิ้งยังคงไม่ยอมปล่อยนางไป ถามเสียงแหบพร่า
“มู่หรงจิ้ง” นางตอบ
“พูดใหม่” เขาดูคล้ายไม่พอใจ แล้วหยุดมือไปแล้ว
หยวนเหิงหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตรึกตรอง ก่อนจะเรียกเขาอย่างเชื่องช้าอยู่บ้าง “...คือเอ้อร์หลาง คือจิ้งหลาง”
“อืม จิ้งอยู่ตรงนี้”
มู่หรงจิ้งขานตอบเสียงแผ่ว จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก *
*
ท้ายที่สุด นางก็ถูกใครบางคนโอบกอดไว้อย่างแผ่วเบา
มู่หรงจิ้งปัดปอยผมชื้นเหงื่อที่ปรกหน้าผากนางออก แล้วใช้นิ้วหลังมือแตะแก้มนางที่ร้อนผ่าวเบา ๆ ก่อนถามเสียงต่ำว่า
“ยังไหวหรือไม่?”
ถ้อยคำนั้นฟังราวกับกระซิบชิดข้างหู แผ่วหวานอ่อนโยน หยวนเหิงจึงส่งเสียง “อืม” ออกมาโดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปครู่หนึ่ง
มู่หรงจิ้งพลิกตัวขึ้นคร่อมนาง ใช้สองมือประคองใบหน้านางไว้ ก่อนจะโน้มเข้าไปใกล้อีกนิดจนปลายจมูกแตะกัน
เขากดเสียงให้ต่ำและนุ่มนวล ทุกคำล้วนชวนให้ใจสั่น “ช่วยถอดเสื้อให้จิ้งได้หรือไม่?”
