โจวซื่อเสี่ยนกลั้นหายใจ ล้วงเอาดินปืนบรรจุสำเร็จหนึ่งห่อจากย่ามคาดเอว กัดเปิดปากห่อแล้วเทดินปืนเล็กน้อยลงในรางจุดไฟ ส่วนที่เหลือเทใส่ลำกล้อง อัดให้แน่น แล้วใส่ลูกกระสุน เขาหยิบเหล็กไฟขึ้นมาเป่าเบา ๆ จากนั้นใช้มือบังแสง ก่อนจุดชนวน
ท่ามกลางความมืด ไส้ชนวนสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ใดแตกตื่น
โจวซื่อเสี่ยนสูดลมหายใจลึก ยกปืนไฟขึ้น ความเป็นตายและแพ้ชนะล้วนขึ้นอยู่กับครานี้!
“ฟู่”
ลมกลางคืนพัดวูบ โจวซื่อเสี่ยนหรี่ตาลง พันไส้ชนวนไว้รอบคอ ใช้มือบังเปลวไฟ แล้วก้มตัวค่อย ๆ ย่องไปข้างหน้า สองร้อยก้าว หนึ่งร้อยก้าว แปดสิบก้าว…ห้าสิบก้าว!
เมื่อเข้าใกล้ระยะนี้ ก็ราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบเมตร โจวซื่อเสี่ยนคำนวณได้แม่นยำยิ่ง
ทหารกองธงขอบแดงทั้งสามคนใช้ธนูม้าคันเล็ก ซึ่งยิงได้ไม่ไกลถึงเพียงนี้
แม้ธนูม้าจะพกพาสะดวก แต่มีจุดอ่อนถึงตาย นั่นคือยิงได้ไม่ไกล ในระยะห้าสิบก้าวนี้ ปืนคาบศิลาของโจวซื่อเสี่ยนได้เปรียบอย่างเด็ดขาด
ทว่าธนูม้ากลับมีความแม่นยำสูงยิ่ง ต่างฝ่ายต่างมีข้อดีข้อด้อย
เมื่อเข้าใกล้ถึงระยะนี้ เสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมของเจี้ยนหลู่และทหารฮั่นก็ดังชัดเจน
“ซาเฮ่ ซาเฮ่”
ทหารกองธงขอบแดงคนหนึ่งสบถพลางรัดสายคาดเอว ใบหน้าเหี้ยมเกรียมฉายแววพึงพอใจ ใต้เท้าของเขา ข้างกองไฟ ในที่สุดโจวซื่อเสี่ยนก็เห็นหญิงชาวหมิงผู้น่าสงสารที่ส่งเสียงกรีดร้อง
หญิงสาวอายุราวสิบหกหรือสิบเจ็ดปี นอนหงายอยู่บนพื้น ผมยาวยุ่งเหยิงปรกใบหน้า จนมองไม่เห็นหน้าตา ทว่าจากอาภรณ์แพรไหมที่เปื้อนคราบเลือด ก็พอรู้ได้ว่านางเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ บัดนี้ไร้ลมหายใจเสียแล้ว
“ถูฉี!”
ทหารกองธงขอบแดงดูคล้ายจะไม่พอใจ ถึงกับยกขาขึ้นกระทืบร่างหญิงสาวอย่างแรง
“ปัง!”
เสียงปืนกังวานใสดังขึ้นกลางราตรี
ม่านควันสีเขียวลอยคลุ้ง ทหารผู้นั้นประหนึ่งถูกค้อนยักษ์หนักนับหมื่นจินฟาดเข้าใส่ ร่างเตี้ยตันสะท้านวูบ ก่อนกระเด็นถอยหลัง เลือดทะลักออกจากอกซ้าย
“ปัง!”
ยิงนัดเดียวสังหารศัตรู โจวซื่อเสี่ยนไม่คิดยืดเยื้อ คว้าปืนคาบศิลาขึ้นมาแล้วเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็วราวแมวป่า
เพียงชั่วอึดใจ หรืออาจผ่านไปสิบกว่าวินาที ค่ายก็พลันแตกตื่น
“นายท่าน! นายท่าน!”
“หมิงโก่ว มีหมิงโก่ว!”
ค่ายพลันโกลาหล ทหารฮั่นสิบกว่าคนตะโกนเอะอะ ต่างคนต่างลนลานวิ่งหนีจนล้มลุกคลุกคลาน
มีเพียงทหารกองธงขอบแดงอีกสองคนที่ตอบสนองว่องไว พุ่งหลบหลังแนวกำแพงหินด้านหนึ่ง ก่อนคว้าธนูม้าจากด้านหลังแล้วปล่อยลูกศรไปยังทิศทางที่โจวซื่อเสี่ยนหลบหนี
ชั่วพริบตา ลูกศรสองดอกพุ่งตามกัน ฉีกผ่านท้องฟ้ายามราตรีไปยังที่ซ่อนของโจวซื่อเสี่ยน
“ฉึก ฉึก!”
ลูกศรทั้งสองปักเข้ากำแพงดิน ขนนกท้ายลูกสั่นไหวอย่างรุนแรง เมื่อควันดินปืนจากปืนไฟจางลง เบื้องหลังกำแพงดินก็ไม่ปรากฏเงาของโจวซื่อเสี่ยนอีกแล้ว
ในตรอกเงียบสงัดราวกับป่าช้า
โจวซื่อเสี่ยนวิ่งหนีสุดกำลังไปยังป่านอกเมือง
“ฮี้!”
“ถูฉี!”
เสียงสบถดังขึ้นพร้อมเสียงม้าร้องและกีบม้ากระทบพื้น ทหารม้าสองนายควบม้าออกจากเมืองไล่ตามมา ทิ้งทหารฮั่นสิบกว่าคนไว้ห่างไกลเบื้องหลัง
โจวซื่อเสี่ยนหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ทหารกองธงขอบแดงสองคนนี้รับมือสถานการณ์ในสนามรบได้รวดเร็วยิ่ง เขาได้ประจักษ์กับตนเองแล้วว่า ทหารแปดกองธงชั้นยอดแห่งยุคนี้เป็นเช่นไร
นับจากถูกโจมตีจนขึ้นหลังม้า ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อข้าศึกเช่นนี้คือฝีมือของทหารที่ผ่านการเข่นฆ่าด้วยดาบและทวนในสนามรบมาแล้ว
ไม่แปลกเลยที่กองทัพเหลียวแห่งหมิงซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกองทัพชั้นยอดไร้ผู้เทียบ จะพ่ายทุกครั้งที่ออกรบ
ศัตรูแข็งแกร่งเช่นนี้ มีความเชี่ยวชาญในการรบเหนือกว่าทหารหมิงและกองทัพชาวนาในยุคเดียวกันไปไกล!
“ฮี้!”
ทหารม้าควบไล่ตามมาด้วยความเร็วสูง ระยะห่างหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว โจวซื่อเสี่ยนจึงเร่งฝีเท้า ก่อนม้วนตัวหลบหลังบ่อน้ำซึ่งเป็นที่กำบังเพียงแห่งเดียวในบริเวณนั้น
เขาหยิบดินปืนบรรจุสำเร็จอีกห่อออกมา บรรจุอย่างรวดเร็ว
สนามรบที่เขาวางแผนไว้คือป่าซึ่งอยู่ห่างออกไปพันก้าว ทว่าเขาคาดไม่ถึงว่าทหารกองธงขอบแดงผู้นี้จะตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ฉับไว จนแผนของเขาล้มเหลว
“ถุย!”
โจวซื่อเสี่ยนถ่มน้ำลาย เมื่อได้เผชิญหน้ากับทหารแปดกองธงจริง ๆ จึงรู้ว่าพวกมันดุดันเพียงใด
หนังศีรษะของเขาชาวาบ ความสามารถในการต่อสู้ของทหารแปดกองธงทำให้เขาตกตะลึง
“บัดซบ”
เขาสบถ พลางยัดลูกตะกั่วหุ้มใยป่านชุบน้ำมันถงลงในลำกล้อง แล้วตบลำกล้องเย็นเฉียบเบา ๆ ก่อนปรับลมหายใจ
รอบด้านมีเพียงบ่อน้ำที่เขาใช้ซ่อนตัว นอกนั้นโล่งเตียนไร้ที่กำบัง สถานการณ์ของเขาไม่สู้ดีนัก
ทว่ายามคับขันถึงชีวิต สมองกลับสงบนิ่งเป็นพิเศษ ถึงขั้นรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
ปืนคาบศิลาที่เขาปรับปรุงแล้วสามารถยิงสังหารได้อย่างแม่นยำในระยะห้าสิบก้าว และมีระยะยิงหวังผลถึงหนึ่งร้อยก้าว
ราตรีลึกสงัด แสงจันทร์ดุจสายน้ำ
เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย หัวใจที่แขวนค้างของโจวซื่อเสี่ยนกลับสงบลง
“ฮี้!”
เสียงกีบม้านอกป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ ทหารม้ากองธงขอบแดงสองนายย่ามใจยิ่ง ควบม้าคนละด้านอย่างบ้าคลั่ง ส่งเสียงคำรามพุ่งเข้ามาโดยไม่สนข้อห้ามที่ว่าเมื่อพบป่าอย่าได้ย่างกรายเข้าไป
“ฟู่!”
โจวซื่อเสี่ยนสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง แล้ววางปืนคาบศิลาพาดไว้บนปากบ่อ
ใต้แสงจันทร์นอกป่า ทหารม้าที่นำหน้าดุดันเหี้ยมเกรียม กำลังแสดงฝีมือขี่ม้าอันช่ำชองจนไร้ผู้ใดเทียบ เขาซ่อนร่างไว้ข้างท้องม้า พลิกร่างไปอีกด้านตามจังหวะที่ม้าควบทะยาน มือถือธนูม้า เผยให้เห็นเพียงเกราะผ้าบุนวมตอกหมุดสีแดงเป็นบางครั้ง ร่างกายวูบไหวเลือนราง
“ห้าร้อยก้าว สี่ร้อยก้าว สามร้อยก้าว…”
โจวซื่อเสี่ยนคำนวณระยะอยู่เงียบ ๆ แขนที่ประคองปืนไฟมั่นคงดุจขุนเขา การยิงเป้าหมายที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงให้ถูกนั้นยากยิ่ง
สถานการณ์เช่นนี้อยู่ในความคาดหมายของเขา บัดนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากอดทน รอให้เข้ามาใกล้แล้วค่อยยิง
“สองร้อยก้าว หนึ่งร้อยก้าว ห้าสิบก้าว สี่สิบก้าว…”
เสียงกีบม้าใกล้เข้ามา แรงกดดันถาโถมประหนึ่งขุนเขา แม้มีเพียงสองนาย แต่กลับพุ่งมาด้วยพลังราวกองทัพนับพันนับหมื่น!
แม้แต่ใบหน้าอัปลักษณ์ของทหารชิงก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน!
“นิ่งไว้ นิ่งไว้!”
โจวซื่อเสี่ยนยังไม่ยอมลั่นไกเสียที เมื่อเทียบด้านความเร็วในการยิง ปืนคาบศิลาในมือเขาเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง โอกาสของเขามีเพียงครั้งเดียว!
ยิงไม่ถูก เขาต้องตายแน่นอน!
“ฉึก!”
ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งออกมาจากใต้ท้องม้า เฉียดร่างโจวซื่อเสี่ยนไป
ทหารแปดกองธงยิงธนูพลาด เขาใช้สองขาบังคับม้าอย่างช่ำชอง ร่างพลันห้อยอยู่ข้างท้องม้าราวกับวานร ก่อนชักดาบม้าคมวาวออกมา!
“ยี่สิบก้าว สิบก้าว!”
“ปัง!”
เมื่อเหลือระยะห่างสิบก้าว ในที่สุดโจวซื่อเสี่ยนก็กดไกปืน นัดนี้เขายิงม้า มิใช่ยิงคน เพราะเป้าหมายที่เป็นม้ามีขนาดใหญ่กว่า
“ฮี้!”
ม้าศึกส่งเสียงร้องคร่ำครวญ ขาหน้าทรุดลง ก่อนล้มครืนราวภูเขาถล่ม สะบัดทหารแปดกองธงคนนั้นกระเด็นไปไกล
เสียงกีบม้าดังกึกก้อง โจวซื่อเสี่ยนไม่สนใจสิ่งอื่น รีบหยิบกระสุนออกมาบรรจุใหม่อีกครั้ง เสียงร้องคำรามดังระงม ทหารม้าอีกสองนายเร่งฝีเท้าเข้ามาราวกับคลุ้มคลั่ง
“หนี่ค่าน!”
โจวซื่อเสี่ยนสังหารทหารม้าไปหนึ่งนาย ส่วนอีกสองนายเดือดดาลจนคลุ้มคลั่ง สบถพลางควบม้าพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ภายใต้แรงกดดันมหาศาลประหนึ่งขุนเขา โจวซื่อเสี่ยนยังคงคุกเข่าข้างหนึ่ง เขากัดเปิดดินปืนบรรจุสำเร็จอีกห่อแล้วบรรจุลงไป กลิ่นคาวเลือดคลุ้งอยู่ในม่านควัน
เหงื่อเม็ดโตไหลจากหน้าผาก ทว่าเขาไม่มีมือว่างพอจะเช็ด
ทหารกองธงผู้นั้นควบม้าพุ่งเข้ามาดุจลูกศรหลุดจากสายธนู ดาบม้าในมือสะท้อนแสงจันทร์ วาววับแผ่ประกายเย็นเยียบ
