กู้ซือฉิงเดินไปที่นาแปลงของครอบครัว ญาติผู้พี่คนนี้ขยันและเก่งกาจ เพียงแต่ซื่อเกินไป ไม่รู้เหมือนกันว่าลุงรองกับป้าสะใภ้รองที่ฉลาดเฉลียวเลี้ยงลูกชายแบบนี้ออกมาได้อย่างไร
พอถึงนาแปลงของครอบครัว แม่กับพี่สาวทั้งสองกำลังหักฝักข้าวโพดอยู่ในไร่ ส่วนพ่อหามกระสอบข้าวโพดออกมาทีละกระสอบ ทั้งสี่คนเหงื่อท่วมตัว
กู้ซือฉิงรีบเข้าไปช่วยพ่อวางกระสอบลงบนพื้น พอกู้เจี้ยนกั๋วเห็นลูกสาวคนเล็กมา ก็ยิ้มถามว่า “เลิกเรียนแล้วเหรอ”
“อืม แม่ให้มาตามกลับบ้านไปกินข้าวค่ะ” กู้ซือฉิงเข้าไปช่วยหักข้าวโพดด้วย แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พี่สาวคนโตก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องช่วยหรอก ไม่ได้ใส่ถุงมือ ใบข้าวโพดบาดเอาได้”
“พอแล้ว กินข้าวเสร็จค่อยทำต่อ” หวังเยวี่ยจวี๋เดินออกมาจากไร่ข้าวโพด ทั้งครอบครัวช่วยกันขนข้าวโพดที่หักเสร็จแล้วขึ้นรถเข็น ก่อนลากกลับบ้าน
กู้เจี้ยนกั๋วเป็นคนลากอยู่ข้างหน้า ส่วนกู้ซือฉิงกับพี่น้องช่วยกันดันอยู่ข้างหลัง ตอนผ่านหัวคันนาของบ้านลุงรอง จางชุนเถากำลังถือมันเทศชิ้นหนึ่งแทะอยู่ พอเห็นพวกเขาก็พูดว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ดูลูกสาวบ้านพี่สิ ขยันกันจริง ๆ ทำงานได้ไม่แพ้ลูกชายตัวโตเลยนะ”
คำพูดนี้ชัดเจนว่าเยาะเย้ยบ้านพวกเธอที่ไม่มีลูกชาย
แต่หวังเยวี่ยจวี๋ได้ยินคำพูดทำนองนี้จนชินแล้ว จึงไม่ได้โมโหมากนัก ถ้าจะโกรธ ป่านนี้คงโมโหตายไปแล้ว
“ลูก ๆ บ้านฉันน่ะ ไม่มีข้อดีอะไรหรอก นอกจากขยันนี่แหละ จะทำงานเก่งไหมก็ไม่รู้ แต่แย่งกันลงนาอยู่ทุกวัน” หวังเยวี่ยจวี๋มองอีกฝ่ายแล้วถามว่า “น้องรองล่ะ ไปเล่นไพ่นกกระจอกอีกแล้วหรือ”
เดิมทีจางชุนเถาตั้งใจจะหาเรื่องหัวเราะเยาะหวังเยวี่ยจวี๋ แต่พอได้ยินประโยคนั้น สีหน้าก็พลันหม่นลง ในใจอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว กู้เจี้ยนเฉิงชอบเล่นไพ่นกกระจอก พอนั่งลงที่โต๊ะเมื่อไรก็ลืมทุกอย่าง เรื่องใหญ่แค่ไหนก็ยังไม่สำคัญเท่าการเล่นไพ่นกกระจอก
กู้ซือฉิงยกนิ้วโป้งให้แม่ ฝีปากแม่คมกริบจริง ๆ แต่ป้าสะใภ้รองเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย ไม่แน่ว่ากลับไปคงทะเลาะกับลุงรองอีก
แต่เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับพวกเธอล่ะ ก็ป้าสะใภ้รองเป็นฝ่ายพูดจาหาเรื่องก่อนเอง
กลับถึงบ้าน กู้เจี้ยนกั๋วกับคนอื่น ๆ ช่วยกันขนข้าวโพดลงจากรถเข็น ส่วนกู้ซือฉิงเข้าครัวไปต้มเส้นบะหมี่ พอแบ่งเส้นใส่ชามเสร็จ ทุกคนก็ล้างหน้าล้างมือกันอย่างง่าย ๆ แล้วมานั่งล้อมโต๊ะหินในลานบ้านกินข้าว
กินไปได้ครึ่งหนึ่ง คู่หมั้นของพี่สาวคนโตก็มาถึง เขาชื่อเติ้งจื้อหมิง สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินเข้ม ข้างในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ผมหวีเรียบกริบทั้งเส้น ดูสุภาพเรียบร้อยและภูมิฐาน
คนอย่างเขานี่แหละมั้งที่เรียกว่าคนเลวในคราบสุภาพบุรุษ
พอกู้ซือฉิงเห็นเขา มือที่กำตะเกียบก็พลันเกร็งแน่น ชาติก่อนคนสารเลวคนนี้ทำลายชีวิตพี่สาวไปทั้งชีวิต ชาตินี้อย่าหวังว่าจะได้สมใจ
“จื้อหมิงมาแล้ว กินข้าวหรือยัง” หวังเยวี่ยจวี๋ยิ้มถามเติ้งจื้อหมิง
“ผมกินที่โรงอาหารของที่ทำงานมาแล้วครับ” เติ้งจื้อหมิงจอดจักรยานเรียบร้อย “ช่วงนี้กำลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ผมเลยแวะมาดูว่ามีงานอะไรให้ช่วยบ้าง”
กู้อีหมิ่นลุกไปยกม้านั่งมาให้ เติ้งจื้อหมิงยิ้มรับแล้วนั่งลง สายตาที่มองเธอเหนียวหนืดจนน่าขยะแขยง กู้อีหมิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่ชอบสายตาแบบนี้ของเติ้งจื้อหมิ่นเอาเสียเลย มันทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนไม่เอาไหน
“ตั้งใจทำงานของเธอให้ดีก็พอ งานในนาพวกเราทำไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว” กู้เจี้ยนกั๋ววางชามลง กู้ซือฉิงเห็นว่าข้างในว่างเปล่า จึงยกไปตักข้าวให้พ่ออีกชาม
“พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ผมจะมาช่วยครับ” เติ้งจื้อหมิงพูดไปพลาง สายตาก็ไม่เคยละจากกู้อีหมิ่น กู้ซือฉิงเห็นแล้วแทบอยากควักลูกตาเขาออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เติ้งจื้อหมิงยังต้องไปทำงาน คุยกันได้สักพักก็เตรียมกลับ หวังเยวี่ยจวี๋กำลังจะให้กู้อีหมิ่นไปส่งเขา แต่จู่ ๆ กู้ซือฉิงก็เอามือกุมท้องแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ หนูปวดท้องจะตายอยู่แล้ว”
พอกู้อีหมิ่นเห็นแบบนั้น ยังจะไปส่งเติ้งจื้อหมิงได้อย่างไร เธอประคองกู้ซือฉิงกลับเข้าไปในบ้าน หวังเยวี่ยจวี๋ กู้เอ้อร์ฮุ่ย และกู้ซานจิ้งก็เดินตามเข้ามาด้วย
“ทำไมอยู่ ๆ ถึงปวดท้องขึ้นมาล่ะ” กู้อีหมิ่นประคองเธอให้นอนลงบนเตียง มือค่อย ๆ นวดท้องให้เบา ๆ กู้เอ้อร์ฮุ่ยรินน้ำร้อนมาให้หนึ่งชาม “ดื่มน้ำอุ่นสักหน่อยสิ”
กู้ซือฉิงลุกขึ้นนั่ง รับชามมาดื่มน้ำร้อนไปครึ่งชาม แล้วพูดว่า “ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ ไม่ค่อยปวดแล้ว”
กู้เอ้อร์ฮุ่ยมองเธออย่างสงสัย “น้ำร้อนนี่ได้ผลจริง ๆ ด้วย”
กู้ซือฉิงยิ้มกว้าง หวังเยวี่ยจวี๋เดินเข้ามาแตะหน้าผากเธอ พอรู้สึกว่าไม่ร้อนก็ถามว่า “ยังไปโรงเรียนไหวไหม”
เดิมทีกู้ซือฉิงไม่อยากไปโรงเรียน แต่ถ้าป่วยจนไปไม่ได้ พ่อแม่กับพี่สาว ๆ คงเป็นห่วง สุดท้ายก็ต้องฝืนไปเรียนอย่างน่าเวทนาอยู่ดี
หวังเยวี่ยจวี๋กับคนอื่น ๆ เห็นว่าเธอไม่เป็นอะไรมากก็พากันออกไป กู้ซือฉิงนอนอยู่บนเตียง พลางคิดว่าจะเปิดโปงธาตุแท้ของเติ้งจื้อหมิงอย่างไร เรื่องนี้สำคัญกว่าการหาเงินเสียอีก
ชาตินี้จะปล่อยให้พี่สาวกระโดดลงหลุมไฟบ้านเติ้งไม่ได้เด็ดขาด
ลุงใหญ่ของเติ้งจื้อหมิงทำงานอยู่ที่สถานีตำรวจประจำอำเภอ แถมยังเป็นคนรู้จักวิ่งเต้นหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง จึงช่วยเติ้งจื้อหมิงที่เรียนจบมัธยมปลายหางานที่สำนักงานธัญพืชให้ได้ ตอนแรกเป็นลูกจ้างชั่วคราว ต่อมาถึงได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ตั้งแต่นั้นมาคนบ้านเติ้งก็คิดว่าเขาเป็นคนใหญ่คนโตแล้ว
ในยุคนี้ คนที่ได้กินข้าวหลวงในสายตาชาวนา ย่อมมีฐานะสูงส่งกว่าคนอื่น
พี่สาวคนโตหมั้นกับเติ้งจื้อหมิง ได้ยินว่าเขาตกหลุมรักพี่สาวตั้งแต่แรกเห็น แล้วฝากคนมาสู่ขอถึงบ้าน พ่อแม่ไปสืบเรื่องของเติ้งจื้อหมิงกับครอบครัวเติ้งอย่างละเอียด นอกจากจ้าวเฟิ่งหลาน แม่ของเติ้งจื้อหมิงจะสุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ครอบครัวจึงตกลงเรื่องการหมั้นหมาย
หลายคนบอกว่าการหมั้นครั้งนี้ดีมาก เติ้งจื้อหมิงมีงานทำ แถมยังได้กินข้าวหลวง ต่อไปพี่สาวแต่งงานกับเขาก็ต้องสุขสบายแน่ แม้แต่คนในครอบครัวของพวกเธอก็คิดเช่นนั้น
แต่ใครจะรู้ว่าเติ้งจื้อหมิงเป็นคนเจ้าชู้ ก่อนแต่งงานก็มีความสัมพันธ์คลุมเครือกับแม่ม่ายสาวในตำบลแล้ว หลังแต่งงานสงบเสงี่ยมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มไปมาหาสู่กับแม่ม่ายสาวอีก พี่สาวในตอนนั้นต้องร้องไห้ทุกวันจริง ๆ
พวกเธอเคยเสนอให้หย่ากัน แต่ทุกครั้งที่พูดเรื่องหย่า เติ้งจื้อหมิงก็หยิบมีดมาขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย คนทั้งบ้านเติ้งก็พากันโวยวายตาม พี่สาวกับเติ้งจื้อหมิงยื้อยุดกันอยู่สิบกว่าปี กว่าจะยื่นฟ้องหย่าได้ในที่สุด
กู้ซือฉิงลุกขึ้นนั่ง หรี่ตาครุ่นคิดว่าจะเปิดโปงธาตุแท้ของเติ้งจื้อหมิงอย่างไร เรื่องที่เขาลอบคบกับแม่ม่ายสาวมีคนรู้น้อยมาก เพราะเขาทำงานในหน่วยงานของรัฐ จึงระมัดระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่ถ้าตั้งใจสืบ ยังไงก็ต้องจับพิรุธได้แน่
ถ้ามีหลักฐานว่าเขาลอบคบกับแม่ม่ายสาว การหมั้นครั้งนี้เขาจะถอนหรือไม่ถอนก็ต้องถอนอยู่ดี
นั่งอยู่บนเตียงอีกพักหนึ่ง กู้ซือฉิงก็ลุกขึ้นไปโรงเรียนกับกู้ซานจิ้ง ระหว่างทางเจอกู้เสวียปินอีกครั้ง เขายกมือปาดน้ำมูกแล้วเชิดคางใส่พวกเธอสองพี่น้อง ชวนให้อยากจับเขาใส่กระสอบแล้วซ้อมอีกสักยกจริง ๆ
คาบสุดท้ายช่วงบ่าย ครูบอกว่าตั้งแต่พรุ่งนี้โรงเรียนจะหยุดให้ไปช่วยเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ทั้งห้องส่งเสียงโห่ร้องดีใจกันขึ้นมาทันที กู้ซือฉิงเองก็มีความสุข ในที่สุดก็ไม่ต้องนั่งทำท่าเรียนอยู่ในห้องทุกวันแล้ว
พอครูออกไป หานเอ้อร์พั่งก็พรวดมาหยุดตรงหน้าเธอ “เสี่ยวซื่อ กลับด้วยกันไหม”
กู้ซือฉิงยัดหนังสือลงกระเป๋า ทั้งสองเดินออกจากห้องเรียนไปด้วยกัน หานเอ้อร์พั่งนับเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เด็กของเธอ พ่อของหานเอ้อร์พั่งกับพ่อของเธอเป็นสหายร่วมรบและปลดประจำการพร้อมกัน อีกทั้งหมู่บ้านทั้งสองแห่งก็อยู่ใกล้กัน ครอบครัวของพวกเขาจึงสนิทสนมกันมาก
เธอกับหานเอ้อร์พั่งอายุเท่ากัน ก่อนเข้าโรงเรียนก็เล่นด้วยกันมาตลอด หลังจากนั้นก็เรียนห้องเดียวกันเรื่อยมา ชาติก่อนตอนเรียนมัธยมต้น พวกเขาก็อยู่ห้องเดียวกัน ต่อมาเธอสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังได้ ส่วนหานเอ้อร์พั่งสอบไม่ติด ทั้งคู่จึงแยกจากกัน
หลังจากนั้นความสนิทสนมก็ค่อย ๆ จางหายไป พอมานึกถึงตอนนี้ก็อดเสียดายไม่ได้
