พอได้ยินแบบนั้น เย่เซิ่งก็ชี้ไปที่หวังเจียงเหอทันที
“ดี ตกลงตามนี้!”
เย่เซิ่งควานกระเป๋าอยู่นาน
ก่อนจะล้วงถุงหนังวัวใบเล็กที่สกปรกจนขึ้นเงาออกมา
เปิดออกดูก็เห็น
เข็มทองขนาดและความหนาบางต่างกันสามสิบหกเล่มเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แผ่ประกายเรืองรองจาง ๆ
มองไม่ออกว่าทำจากวัสดุอะไร
เย่เซิ่งยกถุงหนังวัวในมือขึ้น มองหวังเจียงเหอพลางยิ้มเย็น
“นี่ นายพูดเองนะ อีกเดี๋ยวอย่ากลับคำไม่ยอมรับล่ะ”
หวังเจียงเหอพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เหมือนลูกธนูที่ยิงออกจากคัน ไม่มีทางหวนกลับ ตัดสินใจแล้วว่าจะชนกำแพงให้ทะลุ
“แน่นอน ฉัน หวังเจียงเหอ ขอสาบานด้วยชื่อเสียงทั้งหมดที่สั่งสมมาในวงการแพทย์ตลอดหลายปี ถ้านายช่วยคนไข้คนนี้ให้ฟื้นขึ้นมาได้จริง ฉันยอมคุกเข่ากับพื้นเรียกนายว่าปู่เลยก็ได้”
เย่เซิ่งพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วหันไปมองหลิวเจิ้นกั๋ว
“แล้วนายล่ะ ว่ายังไง?”
หลิวเจิ้นกั๋วกลับหัวเราะเย็นชา
“ว่ายังไงงั้นเหรอ? ถ้านายช่วยน้องชายคนที่สองของฉันกลับมาไม่ได้ ฉันจะสับนายเป็นชิ้น ๆ แล้วเอาไปเทปูน”
“ฮ่า ๆ ๆ……”
เย่เซิ่งหัวเราะลั่นฟ้า
“กลัวแต่ว่าแกจะไม่มีฝีมือพอน่ะสิ”
เย่เซิ่งมองเหล่ารปภ.ที่ขวางอยู่ตรงหน้า
เมื่อเห็นว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว
รปภ.เหล่านั้นก็เงียบ ๆ ถอยหลบไปด้านข้าง
หัวหน้ารปภ.มองหลิวชิงเยว่ที่เย่เซิ่งประคองให้ลุกขึ้น ถอนหายใจยาว พลางโบกมือแล้วถอยไปข้าง ๆ
ในเมื่อเรื่องราวร้ายแรงถึงขั้นที่หลิวชิงเยว่ต้องคุกเข่าขอร้องด้วยตัวเอง แถมยังเกี่ยวพันกับความขัดแย้งภายในตระกูลหลิวมากมาย พวกรปภ.โรงพยาบาลอย่างพวกเขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย
