บทที่ 2 สาวอันดับหนึ่งยุคเก่า 2
หวังเชาเหม่ยในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลหวัง จำเป็นต้องส่งเสียง เขามีสีหน้าเคียดแค้น พุ่งเข้าไปหาบิดามารดา "พ่อ หมายความว่าอย่างไร"
เขาชี้มาที่ตนเอง "ผมไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพวกคุณหรือ"
แล้วชี้ไปที่พี่สาวน้องสาวสามคน "พวกหล่อนไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพวกคุณหรือ"
"หรือว่าน้องเล็กไม่ใช่"
ยังไม่ทันเกิด เด็กทารกก็จะมากระโดดย่ำบนหัวเขาแล้ว ขอบอกอีกครั้งว่าเขาต่างหากที่เป็นบุตรชายคนโต
สีหน้าขุ่นเคืองของหวังเชาเหม่ยไม่ได้รับความสงสารจากสามีภรรยาหวังเที่ยจู้และจางเยี่ยนจึ การให้ความสำคัญกับบุตรชายคนโตได้มลายหายไปสิ้นพร้อมกับลูกในท้องที่เติบโตขึ้น
เดิมทีหวังเที่ยจู้ตั้งใจจะอธิบายว่าเป็นคำพูดที่พลั้งปากออกไป
แต่พอคนโตมาฟ้องว่าตัวไม่ยุติธรรม
เขาก็เดือดขึ้นมาทันที
ตบเข้าที่หัวของหวังเชาเหม่ยฉาดหนึ่ง ปากก็ด่าว่า "ไอ้ชาติหมา เจ้ายังกล้ามาตั้งคำถามกับข้า ถ้าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของข้า จะเลี้ยงเจ้าไว้ในบ้าน ให้เจ้ากินอยู่หรือ"
"ไอ้คนไร้สมอง ให้เจ้าไปเรียนหนังสือ เสียข้าวสุกจริง ๆ"
พอถึงคำว่าเสีย หวังเที่ยจู้ก็เปลี่ยนสีหน้า ใช้น้ำเสียงแบบหารือเอ่ยคำที่แสนเรียบเฉย "หรือว่า เจ้าลาออกเถอะนะ เจ้าคนโต"
ลาออก?
หวังเชาเหม่ยไม่เคยคิดว่าสองคำนี้จะมาเกี่ยวพันกับตน
เขาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลหวัง
ลูกทุกคนในตระกูลหวังลาออกก็ไม่มีทางถึงตาของเขา
"ไม่ ผมไม่ออก พ่อ พ่อเปลี่ยนไปแล้ว พ่อไม่ใช่พ่อของผมแล้ว"
หวังเชาเหม่ยวัยเก้าขวบเอามือปิดใบหน้าที่น้ำตาไหลพรากวิ่งออกจากบ้านไป หัวใจเด็กน้อยแหลกสลาย
หวังเที่ยจู้ไม่มีความคิดที่จะตามไปง้อเหมือนแต่ก่อน เขากลับมานั่งที่เก้าอี้ พูดกับจางเยี่ยนจึว่า "น่าเสียดาย คนโตไม่ยอมออก ไม่อย่างนั้นยังจะประหยัดเงินไปซื้อนมผงให้เปาจื่อเพิ่มได้อีกกระป๋อง"
จางเยี่ยนจึที่เมื่อก่อนเห็นบุตรชายคนโตเป็นดั่งชีวิต พยักหน้าเห็นด้วย "เฮ้อ ล้วนเป็นเพราะเราโอ๋จนเคยตัว ต่อไปพี่ต้องสั่งสอนมันดี ๆ นะ"
"แต่ว่า ให้มันหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดไปเก็บของเก่าขาย นาน ๆ เข้าก็พอหารายได้ค่ากระป๋องนมผงได้แหละ"
หวังเที่ยจู้ "ได้ ข้าคอยดูมันเอง ถ้าไม่ยอมไปก็จะหักขามัน"
"เฮ้อ"
สามีภรรยาคู่นี้หันมาพร่ำพรอดกับลูกในท้องอีกครั้งด้วยคำพูดที่พ่อแม่ผู้เปี่ยมรักพึงกล่าว
หวังหงวัยสิบเอ็ดขวบเริ่มหั่นผักและทำกับข้าวแล้ว
ตอนกลับถึงบ้าน เธอวางกระเป๋านักเรียนลงอย่างรู้หน้าที่ แล้วตรงมาหน้าเตาไฟ
พี่น้องผู้หญิงสามคนมองดูน้องชาย/พี่ชายที่วิ่งจากไป สบตากัน แล้วลงมือทำงานในมือเช่นเดิม หวังเชาเหม่ยไม่มีทางหิวตาย
หวังหงพูดกับน้องสาวสองคนเบา ๆ ว่า "พ่อแม่ไม่รักน้องใหญ่แล้ว"
หลังเลิกเรียนต้องทำงานบ้าน ไม่ใช่สิ่งที่ลูกคนโปรดปรานในบ้านพึงกระทำ
ก่อนหน้านี้น้องใหญ่ไม่เคยต้องทำเลย
"พวกเจ้าอย่าไปหาเรื่องน้องใหญ่เชียว" ตอนนี้มันกำลังอารมณ์เสีย ระวังจะโดนตีมั่ว ๆ
ถึงน้องใหญ่จะไม่ได้เป็นที่โปรดปราน แต่เทียบกับพวกเธอสามคน พ่อแม่ก็ยังรักน้องใหญ่อยู่ดี
หวังชิงและหวังซานยาพากันพยักหน้า
"พี่สาวใหญ่ พี่ว่าที่พ่อแม่ท้องอยู่นั่นเป็นอะไร"
หวังชิงได้ใช้ชีวิตซ้ำหนึ่งรอบ เป็นคนมีความคิดอ่าน
นางไม่เชื่อว่าเด็กทารกธรรมดา ๆ คนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนนิสัยไม่ดีที่พ่อแม่ไม่เคยเปลี่ยนมานานหลายปีได้
หวังหง "ห้ามพูดเหลวไหล"
เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอีกว่า "อาจจะเป็นถูกชะตาพ่อแม่ก็ได้"
หึหึ
ถูกชะตา?
เกรงว่าคงงอกอยู่ในใจของพวกท่านแล้วกระมัง!
ไม่อย่างนั้นทำไมคุณหนูหวังเชาเหม่ยที่พวกท่านเอ็นดูนักหนายามปกติยังต้องถอยไปก้าวหนึ่ง
หวังชิงสับผักกาดขาวเสียงดังฉับ ๆ สายตาจับจ้องไปที่สามีภรรยาคู่นั้นในลานบ้านเป็นระยะ ๆ
พวกเขามีแววตาอ่อนโยน พูดพร่ำกับลูกในท้องด้วยเสียงเบาหวิว
ช่างเป็นพ่อแม่ที่ดีจริง ๆ!
แววตาของนางฉายประกายเย้ยหยัน เพียงแต่เมื่อมองไปที่หน้าท้องนูนกลมของจางเยี่ยนจึ กลับเต็มไปด้วยความสงสัย
ชาติก่อน ครอบครัวนางมีลูกเพียงห้าคน
ไม่มีบุตรคนที่หกในท้องนี่เลยสักนิด
หรือว่า เป็นเพราะนางเกิดใหม่ จึงมีบุตรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน?
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
สำรับอาหารถูกยกขึ้นโต๊ะ
ผัดผักกาดขาวชามหนึ่ง ไข่ดาวจานหนึ่ง มีโจ๊กข้าวโพด บนโต๊ะวางซาลาเปาแป้งผสมไว้ห้าลูก
ไข่ดาวเป็นของจางเยี่ยนจึ คนอื่น ๆ รวมถึงหวังเที่ยจู้ไม่เคยยื่นตะเกียบไปแตะแม้ครั้งเดียว หวังเชาเหม่ยไม่อยู่บ้าน จึงมีซาลาเปาเหลือมาลูกหนึ่ง หวังเที่ยจู้หักแบ่ง ให้จางเยี่ยนจึครึ่งหนึ่ง
ทั้งสองคนไม่มีทีท่าว่าหวั่งชิงกับซานยากินซาลาเปาลูกละครึ่งลูก มันจะพอหรือไม่
หวังชิงมองพวกเขาด้วยความโมโห ทำได้เพียงเก็บกดความเคือง ใช้ตะเกียบคีบผัดผักกาดอีกหลายที เผื่อที่ทางในท้อง ก่อนนอนจะได้ไม่หิว
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป
สองสามีภรรยาเดินยืดยาดกลับเข้าห้อง ทุกสิ่งบนโต๊ะตกเป็นของลูกสาวสามคน
ตระกูลหวังมีห้องสองห้องในเรือนรวม ห้องหนึ่งเป็นส่วนแบ่งตามปกติให้หวังเที่ยจู้ ส่วนอีกห้องเป็นรางวัลที่เขาทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างกล้าหาญ
สามีภรรยาคู่หนึ่งกับบุตรคนเล็กพักอยู่ห้องหนึ่ง
อีกห้องหนึ่งกั้นกลางด้วยม่านไม้ไผ่ บุตรชายคนโตพักอยู่กับบรรดาลูกสาว
จางเยี่ยนจึถามอย่างเป็นห่วงก่อนนอนว่า "คนโตยังไม่กลับมา จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม" แม้จะเป็นเด็กคนหนึ่งก็ตาม
"ไม่เป็นไร มันต้องไปบ้านพี่ใหญ่อยู่แล้ว"
บ้านอยู่ไม่ห่างกัน มิฉะนั้นบุตรชายคนเล็กจะไม่เพียงเพราะให้มันทำงานหาเงินให้กับน้องในท้องแล้ววิ่งออกจากบ้านไปร้องไห้
หวังเที่ยจู้ไม่มีความคิดที่จะไปรับกลับมาเลยสักนิด
สมบัติพ่อของข้าจะมาฟังแต่เสียงร้องไห้ทุกวันไม่ได้ เดี๋ยวออกมาเป็นเด็กขี้แยจะไม่ดี
สมัยนี้สนับสนุนให้ทุกคนก้าวหน้า มีจิตใจกระตือรือร้น
คนเราจะขัดแย้งกับยุคสมัยไม่ได้
แน่นอน หากลูกเกิดมาเป็นเด็กขี้แยจริง เขาก็จะหาเหตุผลดี ๆ มาแก้ต่างให้เอง
ในอีกห้องหนึ่ง
ข้างตัวหวังชิงมีซานยากลิ้งเข้ามากอดแขนและน้ำลายไหลยืด ปากก็พร่ำว่า "ไข่ ไข่ เนื้อไข่..."
ช่างหลงใหลไข่เป็นพิเศษเสียจริง
นางเม้มริมฝีปาก ในหัวก็นึกถึงวิธีการทำไข่ ซุปไข่ ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่นึ่ง ไข่ต้ม...
มันหอมนะ น้องซานยาจะอดใจไม่ไหวก็ไม่แปลก
นึกถึงของกินก็นึกถึง "มิติ" ของนางเอก ที่ซ่อนข้าวสวยกินไม่หมดไม่สิ้นไว้ข้างใน
นั่นสิ มิตินั้นอยู่ที่ไหนนะ?
นางจะไปชิงมาก่อน
เรื่องนี้ หวังชิงไม่มีแรงกดดันทางศีลธรรมใด ๆ เลย นางคิดว่าชีวิตของตนไม่ได้ต่ำต้อยกว่า "นางเอก" ทุกคนเสมอภาคกัน ยังไงคำขวัญเขาก็ร้องอย่างนี้
นางถือเป็นเรื่องจริง!
มิติคือการเตรียมไว้สำหรับเมื่อไปใช้แรงงานในชนบท แต่ถ้าสามารถไม่ต้องไปละก็ นั่นย่อมดีที่สุด
เตรียมแผนสองด้าน ยังไงนางก็ยังเด็กอยู่
หวังชิงยกมือน้อย ๆ วัยเจ็ดขวบขึ้นมาให้กำลังใจตัวเองว่าจะต้องเปลี่ยนชะตากรรมที่ตายอย่างน่าอนาถในชาติก่อนให้จงได้ ชาตินี้นางจะมีชีวิตที่ดี
กินอิ่มนอนอุ่นไม่อดอยาก
ในยุคหกศูนย์ เป้าหมายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
บ้านส่วนใหญ่ข้าวปลาอาหารไม่พอกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตนเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน
พี่สะใภ้ใหญ่หวังมองพี่ใหญ่หวังด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เด็กคนเล็กยังไม่พอ เด็กคนใหญ่ก็มาอีก ยังไง ครอบครัวน้องชายของพี่ถึงขั้นไม่มีจะกิน จนต้องให้พี่ชายเป็นคนช่วยเลี้ยงลูกให้อย่างนั้นหรือ"
"ข้าได้ยินว่าระยะนี้เจ้าสองมันทำงานล่วงเวลาไม่น้อยนะ แม้แต่เยี่ยนจึก็ยังรับจ้างพับกล่องกระดาษ ครอบครัวพวกมันไม่มีทางไม่มีกินหรอก"
พี่ใหญ่หวังขมวดคิ้ว "......ข้าจะคุยกับเจ้าสองสักสองวัน"
ปากว่าสองวัน ความจริงแล้วคือสองเดือนต่อมา
ยามค่ำคืน
จางเยี่ยนจึรู้สึกว่าน้ำคร่ำแตก นางรีบผลักหวังเที่ยจู้ที่อยู่ข้างตัว "พ่อเฒ่าหวัง ข้าจะคลอดแล้ว รีบพาข้าไปโรงพยาบาลที"
คลอดแล้ว สองคำนี้ระเบิดกลางสมองของหวังเที่ยจู้
เขาผุดลุกพรวดขึ้น