บทที่ 5 ยอดหญิงอันดับหนึ่งแห่งบันทึกยุคสมัย 5
หวังเชาอิงถูกพ่อแม่หน้าเย็นชาบีบบังคับ เขาเบ้ปาก น้ำตาคลอเบ้า "ข้าไม่เอาพวกท่าน ข้าจะเอาท่านอากับอาสะใภ้ใหญ่" พูดพลางขยับเก้าอี้ออก เท้าลอยพ้นพื้น
เขาลังเล หันกลับไปมองพ่อกับแม่
กลับเห็นเพียงใบหน้าเย็นชาที่แปรเปลี่ยนเป็นความรักใคร่อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่สำหรับเขา กลับเป็นต่อเปาจื่อที่อยู่ตรงกลาง ยิ้มแย้มราวกับดอกไม้
แล้วยังเปาจื่อ นางกำลังอ้าปากกว้างกินไข่หอมกรุ่น ไม่มีท่าทีจะแบ่งให้เขาเลยแม้แต่น้อย
หวังเชาอิงสูดลมหายใจเข้าลึก อกน้อยๆ พองขึ้น ปากเบ้ น้ำตาไหลพรากวิ่งออกจากบ้าน เขาจะกลับไปบ้านท่านอาใหญ่
เขาจะให้ท่านอาใหญ่เป็นพ่อของเขา
ให้อาสะใภ้ใหญ่เป็นแม่
จางเยี่ยนจึส่งสายตาให้หวังเที่ยจู้ไปตาม เขานางป้อนกับข้าวให้เปาจื่อต่อ
หวังหงเห็นพ่อออกไปตามแล้ว นางจึงหันกลับมากินข้าวตรงหน้าต่อ
"แม่จ๋า พี่หลานฮวาสอนบทกวีข้าอีกหนึ่งบท ข้าท่องได้แล้ว" หวังฉีใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยเช็ดปากสะอาด พลางโอ้อวดต่อแม่
จางเยี่ยนจึ กินเร็วกว่านางเสียอีก เมื่อเห็นดังนั้น จึงจูงมือนางออกจากโต๊ะอาหาร เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ด้านใน "เก่งจัง เปาจื่อ จะท่องให้แม่ฟังไหม"
"อืม แน่นอน"
หวังฉียกยิ้มมุมปาก แววตาแฝงความย่ามใจแบบเด็กๆ
"เส้นทางหินคดเคี้ยวไต่ขึ้นเขาสูง เมฆขาวปกคลุมลึกมีผู้คนอาศัย..."
น้ำเสียงไร้เดียงสาของเด็กสามขวบดังเข้าหูหวังชิงและคนอื่นๆ พร้อมกับคำชมของจางเยี่ยนจึ นี่คืออีกหนึ่งวันแห่งความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างแม่ลูก
หวังเชาเหม่ยที่กำลังเก็บถ้วยชาม มือสั่นจนตะเกียบเกือบหล่นพื้น หวังชิงรีบประคองไว้ทัน เมื่อสบตาดำทะมึนของพี่ชายใหญ่ นางเตือนเรียบๆ "ระวัง"
ถ้วยชามของบ้านใครก็ไม่ได้มีที่มาลอยๆ ของบ้านพวกเขายิ่งเป็นเช่นนั้น
ของที่แตกต้องคิดหาทางชดใช้ตามราคาเอง หรือไม่ก็จดลงสมุด รอโตขึ้นค่อยใช้คืน ไม่คิดดอกเบี้ย นี่คงเป็นความใจกว้างที่สุดที่สามีภรรยาคู่นี้มีต่อลูกๆ
หวังชิงรับได้ดี หวังหงและหวังหลาน (หวังซานยา) ก็รับได้ดีเช่นกัน
พวกนางมีพื้นฐาน ไม่ทำแตกหล่นแน่
หวังเชาเหม่ย บุตรผู้แบกความหวังร่ำรวยของตระกูลหวังในชาติก่อน แม้จะยากจน ในชาตินี้กลับต้องหัดล้างชามล้างหม้อ
พี่น้องสามสาวหวังชิงพากันออกไปด้วยความเข้าใจตรงกัน
"พี่ใหญ่ น้องสี่ พวกเจ้าการบ้านเสร็จหรือยัง"
ห้องขนาดสิบห้าตารางเมตร มีเตียงสองชั้นยาวเมตรครึ่ง กว้างเมตรครึ่ง นอกจากนี้ยังมีตู้ไม้สีน้ำตาลยาวสองเมตร สูงสามเมตร และโต๊ะหักมุมหนึ่งตัวหนึ่งตัว
ข้างใต้รองด้วยอิฐ ตั้งมั่นคงราวกับไม่เคยพัง
หวังชิงจ้องมองพี่น้องทั้งสองด้วยแววตามุ่งมั่น นางอายุยังน้อย สิ่งเดียวที่พอช่วยได้ตอนนี้คือผลการเรียน
เรียนดีได้โอกาสสมัครงาน จึงจะมีทางเป็นคนงาน ต่อให้สามสิบปีข้างหน้าโรงงานปิดตัวลง นั่นก็เป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องคิดภายหน้า
ตอนนี้คือปีหกสิบห้า พี่ใหญ่จำต้องเรียนจบชั้นมัธยมต้นอย่างสมบูรณ์
หวังหลานอายุเจ็ดขวบ เพิ่งขึ้นชั้นประถมหนึ่ง นางหยิบสมุดการบ้านออกมายื่นให้หวังชิง "พี่สาม ข้าเขียนเสร็จแล้ว"
"น้องสาม ข้าก็เขียนเสร็จแล้ว"
หวังชิงรับสมุดการบ้านสองเล่มมาตรวจ เริ่มจากของหวังหลานก่อน วิชาชั้นประถมหนึ่งนางเรียนมาจนแม่นยำ
เมื่อตรวจการบ้านน้องสี่เสร็จ จึงมาดูของพี่ใหญ่
ตึง ตึง ตึง เสียงวิ่งฝีเท้าหนักดังใกล้เข้ามา หวังชิงก้มหน้ามองสมุดการบ้านในมือต่อ ไม่ได้สนใจเจ้าลูกปืนที่วิ่งเข้ามา
"พี่สี่ เร็วเข้า ข้าขอดูหนังสือเรียนของเจ้า"
หวังฉีนางไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาล แต่อยากไปโรงเรียนประถม
"อ้อ"
หวังหลานเปิดกระเป๋า หยิบหนังสือเรียนเล่มใหม่ของนางออกมา แววตาแฝงความหวง "เจ้าค่อยๆ หน่อยนะ อย่าทำให้มันพัง"
"อืม วางใจเถอะ"
หวังฉีเปิดหน้าแรก ด้านบนมีตัวอักษรเขียนเบี้ยวๆ สองตัว นางอ่านว่า "หวัง หลาน"
นางรู้จักชื่อของทุกคนในบ้าน
หวังหลานพยักหน้า "ชื่อของข้า"
เมื่อเห็นน้องสาวพลิกหนังสือเรียน จู่ๆ นางก็เกิดจิตใจอยากเป็นครูขึ้นมา "จะ จะให้ข้าสอนไหม" นางตั้งใจฟังในห้องเรียน
หวังฉีกลอกตามองนางด้วยดวงตากลมดำขลับ หยุดไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "สอนเถอะ"
นางรังเกียจว่าห้องนี้เล็ก จึงลากพี่สี่วิ่งดุ่ยๆ ไปทางห้องพ่อแม่
สมุดในมือหวังชิงชะงักไปเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
เพียงชั่วโมงเดียวต่อมา ก็มีเสียงอุทานดังมาจากห้องข้างๆ
หวังหลานนอนอยู่บนเตียง น้ำเสียงประหลาดใจ "พี่สาม เปาจื่อนางจำได้หมดเลย ข้าอ่านให้นางฟังแค่รอบเดียว นางก็จำได้ทุกอย่าง"
"ข้าก็สอนนางรู้จักตัวอักษร นางก็จำได้หมด นาง... สุดยอดจริงๆ" น้ำเสียงของเด็กสาวแฝงความอิจฉาและเจือความขมเล็กน้อย
หวังเชาอิงถูกพากลับมา จัดให้นอนที่เตียงล่างของหวังเชาเหม่ย
ในใจเขาเต็มไปด้วยโทสะ แต่ไม่กล้าระบายใส่พ่อแม่ ได้แต่ตะคอกใส่หวังหลานว่า "หุบปาก ข้าจะนอน" แล้วยังพูดจากระทบกระเทียบ "เจ้าพูดแต่คำดีๆ ให้นางฟัง นางก็ไม่เห็นแบ่งไข่ให้เจ้ากินสักนิด"
หวังเชาอิงยังคงอาลัยอาวรณ์ไข่ที่ตนไม่ได้กิน
ที่บ้านท่านอาใหญ่ เขาก็ไม่ใช่คนที่ได้กินไข่ พี่ชายใหญ่จะแต่งเมีย ต้องเก็บไข่ไว้
นานๆ ครั้ง ถึงจะได้กินสักมื้อ
หวังชิงยื่นมือไปปลอบน้องสาวเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นในห้อง "เจ้ากับพ่อแม่ประจบเอาใจ สอพลอให้ท่านชื่นชม พ่อแม่ก็ไม่ได้แบ่งไข่ให้เจ้ากินเหมือนกัน"
นางเงยหน้ามองคนบนเตียงบน ยุแยงให้แตกแยก "จริงสิ พี่รอง ท่านอู๋อายุสี่ขวบกว่าๆ เกือบห้าขวบแล้ว น่าจะช่วยเจ้าทำงานบ้านได้แล้วกระมัง"
ดวงตาของหวังเชาเหม่ยในความมืดสว่างวาบขึ้น
สามพี่น้องสาวเป็นคนทำอาหารในบ้าน เขาเป็นคนเก็บล้างหลังกินข้าวเสร็จ ซึ่งมีเขาอยู่คนเดียวมาตลอด
ตอนนี้มีเพิ่มอีกคน
น้ำเสียงหวังเชาเหม่ยเจือรอยยิ้มขึ้นอีกชั้น "ได้แน่นอน น้องสี่อายุสามขวบก็ช่วยทำงานแล้ว ไอ้อู๋ห้าขวบแล้ว ต้องช่วยได้แน่" เขาเหน็บแนม "จะให้กินข้าวฟรีๆ ต่อไปไม่ได้หรอก"
ในบ้านมีคนที่กินฟรีหนึ่งคน ก็ทำให้เขาหงุดหงิดพออยู่แล้ว
จะให้มีเพิ่มอีกคนเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากท่าทีพ่อแม่แล้ว ไอ้อู๋ก็ไม่ใช่คนที่จะกินฟรีได้เช่นกัน
เขาสั่งตรงไปที่เตียงล่างทันที "อู๋ พรุ่งนี้ตามข้ามา"
หวังเชาอิงถูกรุมโดดเดี่ยวจากทุกฝ่ายในชั่วพริบตา เขาไม่กล้าขัด ได้แต่ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ตอบกลับด้วยเสียงอ้อ
พวกเขาเงียบลงแล้ว แต่อีกห้องหนึ่งกลับคึกคัก
หวังเที่ยจู้และจางเยี่ยนจึคิดแต่เพียงว่าลูกจำคำพูดเก่ง ความจำดี โตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ มีกินมีใช้ แต่คาดไม่ถึงว่า เปาจื่อจะมีความจำชนิดเห็นปุ๊บจำปั๊บ
"เยี่ยนจึ พวกเรายังใส่ใจเปาจื่อไม่พอจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะซื่อยา ความฉลาดของเปาจื่อพวกเราคงยังไม่รู้" เขาดีใจเหมือนถูกรางวัล กระซิบแนบหูของสหายจาง
ที่จริงก็โทษพวกเขาไม่ได้ ไม่มีบ้านไหนจะพาเด็กเล็กๆ ไปทดสอบระดับสติปัญญา
ยิ่งกว่านั้น หวังฉีไม่มี "นิสัย" ของเด็กอัจฉริยะ ตัวอย่างเช่น ไม่สนใจใคร หรือชอบอยู่เงียบๆ
นางร่าเริง ร่าเริงเหมือนเด็กปกติทั่วไป
แต่จางเยี่ยนจึกลับเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง มือที่ตื่นเต้นบีบเข้าไปที่เนื้อแขนของพ่อเฒ่าหวัง "ก็จริงของพวกเรา ต่อจากนี้พวกเราต้องคอยใส่ใจเปาจื่อทุกเมื่อเลยนะ พ่อเฒ่าหวัง"
"ความจำชนิดเห็นปุ๊บจำปั๊บ ถ้าเป็นสมัยก่อน นั่นต้องสอบเป็นจอหงวนได้ แน่นอนว่าเปาจื่อของพวกเราในภายภาคหน้าต้องได้เป็นผู้บริหารใหญ่ เหมือนท่านหัวหน้าเสิ่น ไม่สิ ต้องเก่งกว่าท่านอีก"
นางไม่ได้คิดเลยว่า สมัยโบราณเด็กผู้หญิงไม่ได้สอบจอหงวน
หวังเที่ยจู้ยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก ความเจ็บที่แขนเหมือนไม่มีอยู่จริง "แน่นอนสิ รอให้เปาจื่อของพวกเราไปเรียนที่เมืองหลวง ไปเป็นผู้บริหารที่เมืองหลวง"
ในจินตนาการ เปาจื่อนั่งรถเก๋งคันเล็กมาเยี่ยมพวกเขา
เพื่อนบ้านมากมายโค้งคำนับแสดงความยินดีกับเขา
โอ้โห แค่คิดก็มีความสุขจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
"อุ๊ย พ่อเฒ่าหวัง เปาจื่อของพวกเราฉลาดขนาดนี้ บ้านเรายังเล็กเกินไปนะ พวกเราต้องพยายามขอแบ่งห้องใหม่ให้ได้"
ต้องหาห้องเดี่ยวให้เปาจื่อนางอยู่ให้ได้