บทที่ 4 สตรีอันดับหนึ่งแห่งโลกย้อนยุค 4
กลางวัน
พี่สะใภ้ใหญ่หวังยกน้ำซุปไก่ที่ตุ๋นเสร็จมาให้หลานชาย น้องชาย ท่านหวังเที่ยจู้ยิ้มแย้มรับมา เกรงใจเอ่ยว่า “ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่”
เขาวางตะกร้า แล้วตักน้ำซุปไก่จากหม้อดินส่งให้จางเยี่ยนจึ
“ไม่ต้องขอบคุณ น้องรอง หลานชาย น้องสะใภ้คลอดลูกแล้ว คุณเมื่อไหร่จะพาเชาเหม่ยกับเชาอิงกลับบ้าน” พี่สะใภ้ใหญ่หวังสีหน้าไม่พอใจ “พวกเขาคิดถึงคุณกับน้องสะใภ้ทุกวัน”
คำพูดนี้น่ะ ไม่มีใครเชื่อ
จางเยี่ยนจึเพียงก้มหน้ามุ่งมั่นดื่มน้ำซุปกินเนื้อ
หวังเที่ยจู้รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่โกรธ นึกถึงเปาจื่อก็ไม่อึดอัดเงียบอีก “พี่สะใภ้ใหญ่ เด็กเพิ่งเกิด ผมกับเยี่ยนจึดูแลเชาอิงไม่ได้จริง ๆ อย่างนี้เถอะ ผมเรียกเชาเหม่ยกลับมา”
“เชาอิง พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่ใหญ่ช่วยดูแลให้อีกสองเดือน รอให้เปาจื่อโตขึ้นอีกหน่อย ผมจะรีบไปรับตัวกลับมา”
พี่สะใภ้ใหญ่หวังเตรียมใจว่าสองสามีภรรยารองจะเงียบแล้วอาศัยพวกเขาต่อไปอีก ไม่คิดว่าจะให้คำตอบได้ นางยังเก้อเขิน “อ่อ... อืม ได้”
ถุย ใครมีลูกใครเลี้ยง เป็นเรื่องสมควร
“พวกคุณรีบ ๆ หน่อย ไม่งั้นเชาอิงจะจำพวกคุณไม่ได้แล้ว”
บางทีถึงกับเรียกนางว่าแม่ ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่หวังตกใจจนต้องรีบมาอธิบายให้ฟังเป็นพิเศษ
นางไม่ได้สอนผิดนะ
“อื้ม ๆ ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ มีพี่สะใภ้ใหญ่真好” จางเยี่ยนจึเงยหน้าขึ้นมาในที่สุด ลูกชายเล็กยังไม่กลับบ้านชั่วคราว นางก็ไม่รังเกียจที่จะพูดจาอ่อนหวานสักหน่อย
นางดี แน่นอนว่านางดียู่แล้ว
ยุดนี้ อาหารบ้านใครไม่ใช่ของดี นางให้ลูกของน้องสามีสองคนกินอยู่มาหลายเดือน นั่นดีอย่างที่สุด
แต่ความดีนี้ ไม่ใช่สิ่งที่นางเต็มใจรับไว้
พี่สะใภ้ใหญ่หวังอึดอัดสะบัดหัว ไปดูเด็กตัวน้อยที่กำลังหลับตา
ไม่เหมือนเด็กแรกเกิดเลย กลับมองเห็นความองอาจของคน
ต้องรู้ว่าลูกของนางกับน้องสะใภ้ตอนเกิดนั้น แต่ละคนเหมือนหนูตัวเล็ก ๆ รู้สึกว่าไม่ใช่คนคลอดออกมาเลย
“เด็กคนนี้ หน้าตาดีจริง” พี่สะใภ้ใหญ่หวังเสียงเบาพูดกับจางเยี่ยนจึ
จางเยี่ยนจึได้ใจเลิกคิ้ว กดเสียงต่ำเช่นกัน “ก็อย่างนั้นสิ เปาจื่อของฉันเป็นเด็กที่หน้าตาดีที่สุด”
นางเป็นคนคลอดออกมา
หวังเที่ยจู้เองก็ภาคภูมิใจพยักหน้า
เด็กดีจริง ๆ ดูเท่าไรก็ไม่พอ
หนึ่งวันต่อมา
จางเยี่ยนจึกลับจากโรงพยาบาล นางถูกแม่สามีและพี่สะใภ้ใหญ่ประคอง หวังเที่ยจู้อุ้มเด็ก เชาเหม่ยกับลูกสาวใหญ่หิ้วสัมภาระ
“กลับมาแล้ว” เพื่อนบ้านนั่งอยู่ข้างนอกจวนใหญ่ยิ้มแย้มทัก
เกิดลูกย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี
เวลาชั่วพริบตาเดียว หวังฉีที่ยังกินนมก็วิ่งได้แล้ว
“ฉันกลับมาแล้ว” หวังฉี (หมิงฉี) วัยสามขวบ ใบหน้ากลมขาวอ้วนแดงระเรื่อ ขาสั้นป้อมวิ่งตุปัดตุเป๋จากข้างนอกประตูกลับบ้านมากินข้าว
นางเล่นขว้างถุงทรายกับเพื่อน ๆ ข้างนอกประตู
ได้ยินเสียงที่บ้านเรียกกินข้าวจึงวิ่งกลับมา นางไม่สนใจคนที่มาเพิ่มอีกคนในบ้าน วิ่งตรงไปหาพ่อแม่ เงยหน้าขึ้น “ฉันอยากกินเนื้อ”
ได้ลิ้มรสความอร่อยของเนื้อแล้ว นางไม่อยากกินผักอีก
จางเยี่ยนจึสีหน้าเดิมแข็งกร้าวพลันเปลี่ยนเป็นเปี่ยมรัก ดึงมือเปาจื่อ “เดือนนี้คูปองเนื้อบ้านเราหมดแล้ว” ยืมก็ยืมไม่ได้แล้ว สิ้นเดือน สิ่งที่ควรใช้ก็ใช้ไปหมดแล้ว
“เปาจื่อ เราไปซื้อซาลาเปาไส้เนื้อกัน รออีกหนึ่งเดือน แม่จะทำหมูแดงให้หนูกินอีกดีไหม”
มีเนื้อกิน หวังฉีไม่เลือก นางพยักหน้า ใบหน้ายุ้ยพูดคำปลอบใจ “ดีจ้ะ แม่ก็กินเนื้อด้วย แม่เหนื่อย”
จางเยี่ยนจึขอบตาแดงซ่าน
เปาจื่อของนางเล็กยังเล็กก็คิดแต่จะกตัญญูต่อนาง มีของกินอะไรต้องแบ่งให้นางกินด้วยถึงจะยอมกิน
หวังเที่ยจู้ในใจเปรี้ยว ก้าวตามไปไม่กี่ก้าว “แล้วพ่อล่ะ เปาจื่อ”
หวังฉีก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เด็กน้อยหน้าจริงจัง “พ่อก็เหนื่อย พ่อก็กินด้วย” นางปล่อยมือ กระโดดไปข้างหน้าสองที แล้วหันกลับไปมอง เบื้องหลังคือสนธยาสีแดงและสีทองสอดประสาน
เป็นฉากหลังของนาง
“แม่จ้ะ กับพ่อจ้ะ รอฉันไปเรียน โตขึ้น พวกคุณไม่ต้องเหนื่อย ฉันหาเงินให้พวกคุณใช้”
นางฉลาดและเก่ง การเรียนก็ต้องดีแน่ จะมีงานดี ๆ เป็นเหมือนท่านหัวหน้าเสิ่น เก่ง เลี้ยงคนสองคนไม่ใช่ปัญหา
หวังเที่ยจู้กับจางเยี่ยนจึสองตาซ่านแดง เบือนหน้าไป มือปาดหยดน้ำตาบนหน้า สองคนซ้ายขวาจูงมือหวังฉีก้าวออกจากประตู ไปร้านอาหารรัฐ
หวังเชาอิงที่เพิ่งถูกรับกลับมา มองเบื้องหลังพ่อแม่ที่จากไป เด็กวัยสี่ขวบกว่าร้องไห้โฮ ๆๆ
—“ฉันเกลียดเปาจื่อ”
เพราะเปาจื่อ เขาถึงถูกส่งไปอยู่บ้านพี่ใหญ่
เพราะเปาจื่อ พ่อแม่ไม่ชอบเขา
หวังหงในฐานะพี่สาวใหญ่ ก้าวเข้าไป จะช่วยเช็ดหน้าให้ ถูกหวังเชาอิงตบฝ่ามือปัดออก
เขาไม่เอานาง
ขอเพียงพ่อแม่
หวังชิงลากพี่สาวใหญ่เดินหนี “อย่าไปสน ร้องจนหมดแรงก็จะหยุดเอง” หวังเหลาอู่ เป็นคนฉลาดที่สุดในบ้าน ไร้คนสนใจ เขาจะไม่ร้องอีก
“พี่ใหญ่ ยกข้าวมาเถอะ อีกเดี๋ยวพ่อแม่ก็กลับมาแล้ว”
หางตาเหลือบเห็นสอง “ลูกชายสืบสกุล” ของตระกูลหวังในชาติก่อน คนหนึ่งร้องไห้โฮ คร่ำครวญ อีกคนมองไปที่เบื้องหลังประตูใหญ่ ดวงตามีแววอาฆาต
หวังชิงมุมปากยกขึ้น
วันนี้ดีใจจริง ประชาชนอย่างเราดีใจจริง
นางฮัมทำนองเพลง เด็กหนุ่มวัยสิบบขาก้าวเร็วขึ้นหลายส่วน รวดเร็วกระฉับกระเฉงเอาข้าวกับแกงมาวางบนโต๊ะ รอสามคนกลับมาก็จะตักข้าว
หวังเชาอิงเห็นไม่มีใครสนใจ ก็สะบัดเสื้อนิดหน่อย ลุกขึ้น มองดูเด็กผู้หญิงพวกนั้นยกถ้วยตะเกียบ
ยืนอยู่กับที่ ลูกตาหมุนไปมา
สิบห้านาทีต่อมา
สามคนกลับมา หวังเที่ยจู้ร้องเรียกกินข้าว ครอบครัวแปดคนถึงมานั่งโต๊ะกลม
คนละหนึ่งชามข้าวต้มข้าวโพด
คนละหนึ่งหมั่นโถวแป้งผสม
ในตะกร้ายังมีหมั่นโถววางเพิ่มอีกสามลูก
แกงสามจานบนโต๊ะมี ผัดกะหล่ำปลีเปรี้ยว ผัดมันฝรั่งเส้น และไข่เจียวต้นหอม มีเพียงสองจานแรกวางกลางโต๊ะ ทุกคนเอื้อมถึง
จานสุดท้ายอยู่หน้าหวังฉีห่างไปสิบเซนติเมตร
ดูก็รู้ว่าเป็นกับข้าวส่วนตัว
จางเยี่ยนจึกับหวังเที่ยจู้หยิบตะเกียบขึ้นมา ก็ตักไข่ใส่ให้เปาจื่อเป็นอย่างแรก หวังเชาอิงที่เพิ่งมา ยังคิดว่าอยู่บ้านพี่ใหญ่ กับข้าวต้องกินด้วยกันทั้งหมด
ตะเกียบคีบไปที่ไข่เจียว ถูกหวังเที่ยจู้เคาะออก
เขาขมวดคิ้ว ทำท่าเหมือนลูกไม่รู้เรื่อง “เหลาอู่ ไข่นี่ให้เปาจื่อกิน นางเด็ก พวกเจ้าโตแล้ว เป็นพี่ชาย ต้องยอมให้น้องสาว”
หวังเชาเหม่ยหัวเราะเย็นหนึ่งครั้ง
ยอมให้น้องสาว งั้นอายุเขามันก็มากกว่าหวังฉีไปตลอดชีวิต ต้องยอมให้นางทั้งชีวิตหรือไม่
หวังเชาอิงน้ำตาเริ่มไหลอีก
หวังชิงไม่สนใจคดีพิพาทเรื่องไข่ นางกุมหมั่นโถวแป้งผสมในมือ เข้าปากกินมันฝรั่งเส้น ใบหน้าเปี่ยมสุข
บ้านของนางสามารถกินกับข้าวสองอย่างได้แล้ว
ไม่เพียงเท่านี้ บางครั้งยังได้กินกับข้าวเนื้ออีกด้วย ถึงพวกเขาหลายคนจะได้กินแค่หนึ่งชิ้นเนื้อ ที่เหลือเป็นของหวังฉี แต่ก็คือได้กินเนื้อแล้ว
ต้องรู้ว่าชาติก่อน จนกว่านางจะลงหมู่บ้าน ครอบครัวยังกินได้เพียงกะหล่ำปลีอย่างเดียว แถมยังกินหมั่นโถวแป้งผสมไม่ได้ มีเพียงหมั่นโถวธัญพืชหยาบ
ชาตินี้ คาดไม่ถึงเลยว่านางยังไม่ทันได้หลุดพ้นจากครอบครัวเดิม สภาพชีวิตก็ดีขึ้น
สภาพชีวิตดันถูกครอบครัวเดิมเปลี่ยนให้ก่อน
หวังชิงสายตากวาดผ่านพ่อแม่ที่ทำให้นางทุกข์ใจ ก็จริง ในชาติก่อน มีเพียงหวังเที่ยจู้ที่มีงานทำ
บัดนี้ จางเยี่ยนจึก็มีงานประจำแล้ว
ฐานะความเป็นอยู่สูงขึ้นก็สมควรแล้ว
กัดหมั่นโถวอีกคำ ปากตุ่ย ๆ นางก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองขาดแคลน