มื้อนี้นับว่ากินกันได้อย่างราบรื่น สวีจี้ชิงยังคงพูดมากเหมือนเดิม แต่เขารู้จักกาลเทศะ รู้ว่าเรื่องไหนพูดได้ เรื่องไหนพูดไม่ได้ จึงเล่าเรื่องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเสิ่นจืออี้ให้ฟังหลายเรื่อง
หลังจากลาศิษย์พี่แล้ว ทั้งสองก็นั่งรถคันเดียวกันกลับ ระหว่างทางเซี่ยจั๋วรับโทรศัพท์ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พอวางสายก็ยังคงมีบรรยากาศหม่นอึมครึม
เสิ่นจืออี้สังเกตเห็นแทบจะทันที จึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบเฉย “ต้องเดินทางไปต่างประเทศสักเที่ยว”
“ตอนนี้เลยเหรอ?”
เขาไม่ตอบอีก เป็นการยอมรับกลาย ๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้เรื่องงานของเขา จึงมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ “เร่งด่วนขนาดนี้ คุณต้องกลับไปเก็บของไหม?”
“ไปสนามบินเลย” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองเธอ “ไปสนามบินก่อน แล้วค่อยส่งคุณกลับดีไหม?”
นี่เขากำลังถามความเห็นเธอหรือ? แปลกจริง
เสิ่นจืออี้นิ่งไปครึ่งวินาที ก่อนตอบว่า “จอดรถให้ฉันลงตอนนี้ก็ได้ เดี๋ยวฉันเรียกรถกลับเอง”
“ไม่ปลอดภัย” เซี่ยจั๋วไม่เปิดโอกาสให้เธอเปลี่ยนใจ ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว
คนขับทำตามคำสั่งเจ้านาย เปลี่ยนเส้นทางทันที ภายในรถเงียบงัน ระหว่างทั้งสองมีระยะห่างกันเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครพูดอะไร
เสิ่นจืออี้สังเกตว่าเขาอารมณ์ไม่ดี อยากปลอบแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร คิดอยู่นานจึงพูดออกมาอย่างฝืด ๆ ว่า “ลำบากจังเลยนะ ดึกขนาดนี้ยังต้องรีบไปต่างประเทศอีก”
พอพูดจบ เธอก็กัดริมฝีปากล่างอย่างหงุดหงิด ฟังดูเหมือนกำลังประชดเขาเลย
เซี่ยจั๋ว “……”
เขากลับหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องเตือนผมหรอก”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น…” เธอนี่พูดไม่เก่งจริง ๆ
จู่ ๆ เซี่ยจั๋วก็เอ่ยคำขอขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย “มานี่ กอดผมหน่อย”
เสิ่นจืออี้นิ่งอึ้งไปหลายวินาที กะพริบตาปริบ ๆ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็ถูกเขาดึงเข้าไปหาและจับให้นั่งบนตัก ศีรษะของเธอถูกกดแนบกับอกเขาอย่างแผ่วเบา
วินาทีถัดมา เสียงทุ้มแหบต่ำของชายหนุ่มก็ดังขึ้น “เลี้ยงมายังไงเนี่ย หอมขนาดนี้”
เสิ่นจืออี้ “……”
เธอเกร็งตัวไปครึ่งซีก พึมพำว่า “ใครเขาพูดกันแบบนี้”
