หลังกลับมา เสิ่นจืออี้ก็ถ่ายทอดคำพูดของศิษย์พี่ให้ฟังระหว่างมื้ออาหาร แล้วถามว่าเย็นพรุ่งนี้เขาว่างไปกินข้าวไหม
เซี่ยจั๋วไม่มีความประทับใจต่อคนคนนั้นนัก พอนึกทบทวนอย่างละเอียดก็ถามเธอว่า “คนที่ด่าคนเหมือนลิงอุรังอุตังวันนั้นน่ะเหรอ?”
เสิ่นจืออี้ “……”
“นั่นศิษย์พี่ของฉันเอง ชื่อสวีจี้ชิง”
เขาขานรับเสียงเรียบ ไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร แล้วถามเวลาและสถานที่
เธอประหลาดใจ “คุณว่างเหรอ?”
คืนนี้พวกเขากินอาหารฝรั่งเศส เซี่ยจั๋ววางมีดกับส้อมเงินลง ดวงตาดำลึกราวกับห้วงน้ำวน “แปลว่าคุณแค่บอกให้รู้ ไม่ได้คิดจะชวนผมสินะ?”
สายตาที่จ้องมองเช่นนี้ทำให้นิ้วมือของเสิ่นจืออี้สั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพูดเสียงเบา “เปล่าค่ะ ฉันนึกว่าคุณไม่ว่าง”
“ตอนแรกไม่ว่าง แต่ฟังแล้วชักน่าสนใจ” เซี่ยจั๋วมองเธออย่างสนอกสนใจ “บอกเวลาและสถานที่กับผู้ช่วย ผมจะไปให้ตรงเวลา”
เสิ่นจืออี้ร้องอา รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงหลบสายตาแล้วรีบตอบตกลงทันที
“ทำไม? ไม่อยากให้ผมไปขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ก็ไม่เชิงค่ะ” เธอไตร่ตรองคำพูดอย่างละเอียด ก่อนลองเจรจากับเขา “คือศิษย์พี่ของฉันบางทีก็พูดไม่คิด แล้วก็พูดมากหน่อย ถึงตอนนั้นคุณอย่ารำคาญหรือโกรธเขาได้ไหมคะ?”
แววตาของหญิงสาวรอบคอบระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเขาจะดุว่าเธอไม่รู้จักเจียมตัวในวินาทีถัดไป
เซี่ยจั๋วจงใจไม่ตอบ สีหน้าอันหล่อเหลาปรากฏแววหงุดหงิดขึ้นมาหลายส่วน
เสิ่นจืออี้ราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจ รีบใช้กลยุทธ์อ้อมค้อมทันที แล้วเอ่ยอย่างประหม่า “ขอโทษค่ะ งะ...งั้นถึงตอนนั้นคุณค่อยดูอารมณ์ก็ได้ ฉะ...ฉันจะอธิบายกับศิษย์พี่เอง”
