【เหวินเชิน】: ไม่ล่ะ มีคนไปด้วย
【ย่วยนอานหนิง】: เอ๊ะ? ใคร?
ทำไมเธอถึงไม่ได้รับรายงานว่ามีใครจะกลับตี้ตู้เลยล่ะ?
【เหวินเชิน】: ตระกูลซูค่ะ รายละเอียดถามพี่ซิวเหวินได้เลย
ทั้งภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ถูกส่งให้เขาผ่าน “พันลี้” แล้ว
“พันลี้” ก็คือคลิปหนีบสีดำอันนั้น ลักษณะคล้ายกล้องบันทึกภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่มีขนาดเล็กกว่าและพกพาสะดวกกว่า ทั้งยังปลอมเป็นกิ๊บติดผมได้ด้วย ใช้บันทึกเสียงและภาพ ส่งข้อมูลออกไปแบบเรียลไทม์หรือเก็บบันทึกไว้ก็ได้
เหวินเชินกดเข้าไปในรายชื่อที่บันทึกไว้ว่า ‘ถังซิวเหวิน’
【เหวินเชิน】: พี่ซิวเหวิน ช่วยตรวจสอบอาจารย์ฉีคนนี้หน่อยค่ะ ถ้าไม่มีปัญหา ลองดูว่าจะดึงตัวมาร่วมงานได้ไหม
อีกหนึ่งวันที่ต้องทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อดึงคนเก่งเข้าหน่วย
เหวินเชินปิดมือถือ หันไปถามซูหลิงรุ่ยว่า “จะไปเมื่อไหร่?”
ซูหลิงรุ่ยเห็นท่าทางของเธอ ก็คิดว่าเธอไม่อยากกลับตระกูลซู คงต้องเกลี้ยกล่อมกันอีกนาน ใครจะคิดว่าเธอจะตกลงหลังจากตอบข้อความไปแค่แวบเดียว
พ่อซูรู้เรื่องของเหวินเชินแล้ว เธอทิ้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คะแนนที่เคยได้อันดับหนึ่งมาโดยตลอดไม่รู้ว่าได้มายังไง ช่างน่าอับอาย! พอเห็นท่าทีของเธอ ก็ยิ่งไม่ชอบใจ ตอนนี้สีหน้าจึงยิ่งดูแย่กว่าเดิม เพิ่งได้ยินว่าตระกูลซูจะมารับก็รีบตามกลับมาทันที ช่างเห็นแก่ผลประโยชน์จริง ๆ
***
คืนนั้น สำนักงานสำนักพลังพิเศษสาขาทวีปหนานโจวเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่อยากให้เหวินเชินจากไป อีกส่วนก็เพราะงานที่ต้องส่งมอบมีมากเกินไป! แนวป้องกันชายแดนใต้เหวินเชินเป็นคนวางแผนทั้งหมด ตอนนี้จึงต้องส่งต่อให้คนอื่น
ชายหนุ่มผมขาวโพลน หน้าตางดงามคนหนึ่งคว้าแขนเหวินเชินไว้ สีหน้าเศร้าสร้อยอย่างยิ่ง “เหวินเหวิน สัญญากับฉันนะว่าจะกลับมา!”
คนอื่น ๆ ที่กำลังยุ่งอยู่พากันส่งสายตารังเกียจใส่เขา
เหวินเชินพยักหน้า “ฉันสัญญา”
ที่นี่เป็นจุดที่ม่านพลังบริเวณชายแดนใต้บางที่สุด เธอต้องกลับมาแน่นอน
เห็นเหวินเชินจริงจังขนาดนั้น หลินชิงเหยียนก็เลิกเล่นละครเกินจริงเสียที แต่ในน้ำเสียงยังซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด “ม่านพลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ แล้ว”
มีเผ่ามารอาศัยช่องโหว่ลอบเข้ามาอยู่เสมอ
เหวินเชินรับคำต่อ “ถ้าม่านพลังพังทลายลงจนหมด เมื่อถึงตอนนั้น ทั้งสามเผ่าต้องเกิดสงครามใหญ่แน่”
เมื่อห้าปีก่อน ม่านพลังของเขตหนึ่งถูกทำลาย ผลลัพธ์ที่ตามมาเป็นสิ่งที่เหวินเชินไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
ถ้าม่านพลังสลายไปทั้งหมด... ผลที่จะตามมาย่อมเกินคาดคิด
เวลาที่เหลือให้เผ่ามนุษย์มีไม่มากแล้ว
หลินชิงเหยียนกล่าวอย่างจริงจังว่า “วางใจเถอะ พวกเราจะปกป้องชายแดนใต้ให้ดี”
ห้ามปล่อยให้เผ่ามารแม้แต่ตัวเดียวเข้ามาในห้าทวีปเด็ดขาด!
***
บ่ายวันรุ่งขึ้น เหวินเชินลากกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งขึ้นเครื่องบินไปยังตี้ตู้แห่งจงโจวพร้อมกับคนตระกูลซู
พ่อซูกับแม่ซูนั่งด้วยกัน ซูหลิงรุ่ยกับเหวินเชินนั่งด้วยกัน ส่วนฉีเสวียนนั่งอยู่แถวหลังเพียงลำพัง
“ทำไมต้องรอออกเดินทางตอนบ่าย?” ซูหลิงรุ่ยถาม
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะบินกลับตั้งแต่เช้า แต่เหวินเชินไม่ยอม บอกให้รอจนถึงบ่าย
ซูหลิงรุ่ยคิดว่าเธอต้องเก็บของ จึงเสนอตัวช่วย แต่เหวินเชินปฏิเสธ หลังจากนั้นเขาก็ไม่เห็นเธออีกเลยตลอดทั้งวัน
เหวินเชินถือมือถือพิมพ์ข้อความไม่หยุด “มีธุระ”
แน่นอนว่าเป็นเพราะเมื่อคืนจัดการส่งมอบงานไม่เสร็จ
ซูหลิงรุ่ยอยากถามว่าเธอมีธุระอะไร แต่พอเห็นข้อความในมือถือของเหวินเชินเด้งขึ้นมาไม่หยุด ดูท่าทางยุ่งมาก เขาก็ยิ่งสงสัย
ก่อนมา ตระกูลซูส่งคนไปสืบมาแล้ว เหวินเชินถูกทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ตอนอายุสามขวบมีคนรับไปเลี้ยง พออายุห้าขวบก็แอบตามพ่อบุญธรรมเข้าป่าไปตัดฟืน จากนั้นทั้งคู่ก็ไม่กลับมาอีกและหายสาบสูญไป สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งนั้นก็ปิดกิจการไปแล้ว
ตอนนี้เธอกำลังเรียนมัธยมปลาย ปีนี้เดือนมิถุนายนควรจะเข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เธอกลับหนีไปก่อนเข้าห้องสอบ ตอนนี้จึงต้องเรียนซ้ำ
หรือเหวินเชินกำลังบอกลาเพื่อนร่วมชั้น?
ซูหลิงรุ่ยนั่งอยู่ข้าง ๆ มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าจอมือถือของเหวินเชิน เห็นแค่หน้าจอมืดสนิท น่าจะติดฟิล์มกันคนแอบมอง
ฟิล์มกันคนแอบมองของยี่ห้อไหนถึงได้ดีขนาดนี้?
ซูหลิงรุ่ยสังเกตด้วยว่ามือถือของเหวินเชินไม่มีตรายี่ห้อ เป็นสีดำสนิท ดูบางเบาไม่น้อย ไม่รู้ว่าซื้อมาจากไหน เขาจึงหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา สั่งผู้ช่วยที่ตี้ตู้ให้ไปซื้อมือถือเครื่องหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วเสริมว่าให้ซื้อรุ่นเดียวกับที่ส่งให้ซูหลิงอวิ๋นเมื่อเดือนก่อน
ในที่สุดเหวินเชินก็จัดการธุระต่าง ๆ จนเกือบเรียบร้อย แล้วจึงเริ่มตอบข้อความที่ค้างอยู่ทีละข้อความ ส่วนใหญ่เป็นคำบอกลาตามมารยาท เธอตอบกลับไปอย่างเป็นทางการทุกข้อความ
ในที่สุดก็ตอบครบทุกข้อความ พอเธอกำลังจะวางมือถือ ก็มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาอีกข้อความ
เป็นไฟล์เอกสาร ชื่อว่า ‘ประวัติส่วนตัวของฉีเสวียน’
เหวินเชินกดเปิดอ่านคร่าว ๆ ใช้เวลาแค่สองนาทีก็อ่านจบ
ฉีเสวียน อายุยี่สิบปี
สืบทอดวิชาจากอารามฉีอวิ๋นบนเขาฉีอวิ๋นแห่งทวีปตงโจว ลงจากเขามาใช้ชีวิตในตี้ตู้แห่งจงโจวเมื่อหนึ่งปีก่อน
ตั้งแผงดูดวงและฮวงจุ้ย ทำนายได้แม่นยำมาก มีชื่อเสียงและไปได้สวยในแวดวงตระกูลใหญ่กับวงการผู้ฝึกวิชาเร้นลับแห่งตี้ตู้
จบแล้ว เหวินเชินคิด แบบนี้จะหลอกง่ายหรือเปล่านะ?
ไม่นานนักก็มีไฟล์เอกสารอีกฉบับส่งมา เป็นข้อมูลของตระกูลซู เหวินเชินกดเปิดดูแวบหนึ่ง อืม มีเป็นร้อยหน้า ละเอียดกว่าครั้งก่อนมาก ประวัติของทุกคนในตระกูลซูตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้อยู่ในนั้น โดยเฉพาะซูหลิงอวิ๋นคนที่ “สลับตัวกัน” มีการทำเครื่องหมายสีแดงไว้เป็นพิเศษ
ถัดจากนั้นยังมีข้อมูลการแบ่งสรรทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลซูและรายละเอียดต่าง ๆ อีกมากมาย
【เหวินเชิน】: ...
【ถังซิวเหวิน】: ไม่ต้องขอบคุณ
【ถังซิวเหวิน】: เรื่องฉีเสวียนฉันจะจัดการเอง
【เหวินเชิน】: ได้ค่ะ
【ถังซิวเหวิน】: เสี่ยวเชิน ยินดีต้อนรับสู่ตี้ตู้
เหวินเชินไม่ได้ตอบอีก วางมือถือไว้ หากไม่ใช่เพราะมีภารกิจ เธอก็ไม่อยากจากทวีปหนานโจวเลย ที่นี่มีเพียงเธอเป็นคนคอยเฝ้าดูแลเองถึงจะวางใจได้
ไม่นานเครื่องบินก็ทะยานขึ้น
ซูหลิงรุ่ยเห็นเหวินเชินวางมือถือแล้ว ตั้งใจจะชวนเธอคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบ แต่ยังไม่ทันพูด เหวินเชินก็เปิดปากก่อน “ถึงตี้ตู้แล้วไปตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกกันเถอะ” พูดจบเธอก็ดึงเส้นผมออกมาหลายเส้น หยิบถุงปิดผนึกขนาดเล็กจากตัว ใส่ผมลงไปแล้วส่งให้ซูหลิงรุ่ย
เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวมาแล้ว
ซูหลิงรุ่ยไม่รู้ชั่วขณะว่าควรรับหรือไม่รับดี
เหวินเชินยัดถุงใส่มือเขาตรง ๆ “รับไว้ ตรวจให้สบายใจ” แม้เธอยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกลับไปอยู่ตระกูลซูหรือไม่ แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหายืดเยื้อ
ซูหลิงรุ่ยพูดว่า “อาจารย์ฉีไม่มีทางทำนายผิด”
แม้ปากซูหลิงรุ่ยจะพูดอย่างนั้น แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ
พวกเขาตามเบาะแสของอาจารย์ฉีมาจนถึงที่นี่ แต่เขากลับอ่านวิธีการของอาจารย์ฉีไม่ออก
หนึ่งเดือนก่อน ระหว่างการตรวจสุขภาพก่อนเข้ามหาวิทยาลัยจงโจว มีรายการตรวจมากกว่าปกติ และตอนนั้นเองที่พบว่าซูหลิงอวิ๋นไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตระกูลซู
ตระกูลซูต้องการตามหาลูกแท้ ๆ จึงสืบไปตามเบาะแสจนพบครอบครัวที่รับเหวินเชินไปเลี้ยง แล้วเบาะแสก็ขาดหายไป
คนในแวดวงแนะนำอาจารย์ฉีให้พวกเขารู้จัก ภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ฉี พวกเขาจึงตามมาจนถึงที่นี่
เหวินเชินตอบว่า “อืม” เธอเองก็เห็นเส้นด้ายแดงเส้นนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าคนในตระกูลซูมีใครมองเห็นหรือเปล่า พวกเขาคงอยากตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกให้แน่ใจถึงจะสบายใจ
ซูหลิงรุ่ยเก็บถุงปิดผนึกไว้ แล้วถามว่า “กลับไปแล้วจะจัดการเรื่องให้เธอเรียนซ้ำชั้นมัธยมปลาย อยากเข้าโรงเรียนไหน โรงเรียนมัธยมสังกัดมหาวิทยาลัยจงต้าได้ไหม?”
ซูหลิงรุ่ยเสริมอีกประโยคว่า “ที่นั่นเป็นโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในตี้ตู้”
แผ่นดินทั้งหมดแบ่งออกเป็นห้าทวีป โดยมีจงโจวเป็นศูนย์กลาง และมีทวีปเปยโจว ทวีปตงโจว ทวีปหนานโจว และทวีปซีโจวอยู่โดยรอบ
ในบรรดาทั้งห้าทวีป จงโจวเจริญรุ่งเรืองที่สุด ตี้ตู้จึงตั้งอยู่ในจงโจวเช่นกัน
เหวินเชินไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในตี้ตู้นาน ๆ จึงไม่รู้ว่าโรงเรียนมัธยมแห่งไหนดีกว่ากัน แต่ก็ไม่สำคัญ ยังไงเธอก็ไม่ได้จะเรียนมัธยมปลายอยู่แล้ว
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ” เหวินเชินตอบเสียงเรียบ “ฉันขอนอนสักพัก”
ซูหลิงรุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง “เอ่อ... ได้”
เหวินเชินเอนพนักเก้าอี้ลงเล็กน้อย เอียงศีรษะหลับตา ราวกับหลับไปแล้ว
ตั้งแต่เมื่อวาน เธอก็จัดการส่งมอบงานของทวีปหนานโจวมาโดยตลอด
ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะจากไปนานแค่ไหน การให้เธอไปจงโจว นอกจากข้ออ้างเรื่องเรียนแล้ว เธอยังมีภารกิจติดตัว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะกลับมาได้
จากมาอย่างเร่งรีบ สำนักงานสาขาทวีปหนานโจวเป็นแนวป้องกันของชายแดนใต้ งานจึงซับซ้อนวุ่นวาย มีเรื่องมากมายที่เธอต้องจัดการ
เจ้าหน้าที่ทั้งสำนักงานสาขาทำงานล่วงเวลากันถ้วนหน้า ใช้เวลาสองวันหนึ่งคืนกว่าจะจัดการเสร็จ ส่วนเธอก็ไม่ได้พักเลยเช่นกัน
ด้วยระดับการบำเพ็ญในตอนนี้ การไม่หลับไม่นอนแทบไม่มีผลกับเธอ เพียงแค่อยากอยู่อย่างเงียบ ๆ สักหน่อย
ซูหลิงรุ่ยมองเธอหลับไปในพริบตาด้วยสีหน้าตกตะลึง ไม่กล้ารบกวนอีก ดูท่าคงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วจริง ๆ
