เช้าวันต่อมา ตอนหกโมง ซุ่ยเหมี่ยวตื่นตรงเวลาเพื่อออกไปออกกำลังกาย จางลี่ลี่เปิดประตูห้องมาก็เห็นว่าเธอกำลังจะออกไปแล้ว จึงรีบกำชับว่า “ระวังตัวระหว่างทางด้วยนะ”
“รู้แล้วค่ะแม่ ไม่ต้องทำอาหารเช้าให้หนูหรอก หนูจะซื้อซาลาเปากับปาท่องโก๋กินข้างนอก”
เวลาซุ่ยเจาหมิงกับจางลี่ลี่ไปทำงาน ที่หน่วยงานมีอาหารเช้าให้ มีเพียงเธอที่อยู่บ้าน จางลี่ลี่จึงต้องตื่นเช้าขึ้นมาทำอาหารให้ การพูดแบบนี้ก็ทำให้แม่ได้นอนต่ออีกครึ่งชั่วโมง
“ยังเป็นเด็กอยู่แท้ ๆ ยังห่วงแต่ของกินข้างนอก อาหารที่บ้านทำให้ก็ไม่ยอมกิน” ตอนกลับเข้าไปนอนในผ้าห่ม จางลี่ลี่ยังคงบ่นต่อ
“เธอก็พอใจเถอะ ลูกสาวกำลังคิดถึงความเหนื่อยยากของเธออยู่นะ แล้วเธอก็เหมือนกัน เหมี่ยวเหมี่ยวออกไปวิ่งทุกวัน เธอก็ตื่นมาพูดกับลูกทุกวัน ไม่เบื่อหรือไง”
“ฮึ ฉันว่าไม่ใช่เหมี่ยวเหมี่ยวเบื่อหรอก แต่เป็นคุณต่างหากที่เบื่อ” พูดจบก็หยิกเนื้อแขนท่อนบนของซุ่ยเจาหมิง
“ดูคุณพูดเข้าสิ อย่ามาพูดมั่วเลย ไม่พูดแล้ว นอนต่ออีกหน่อย!” ซุ่ยเจาหมิงพลิกตัวด้วยความเจ็บจนเบี้ยวหน้า คนคนนี้ทำไมถึงยังมีสัมผัสที่หกไวขนาดนี้นะ?!
ตอนซุ่ยเหมี่ยวออกจากบ้านก็เจอลู่กั๋วต้งในลิฟต์ “คุณอาลู่ เช้าจังเลยนะคะ?!”
“อืม ต้องไปตลาดค้าส่งซื้อผลไม้แต่เช้า ถ้าไปสายก็ไม่ค่อยเหลือของสดแล้ว เหมี่ยวเหมี่ยวจะไปออกกำลังกายสินะ ดีมากเลย ไม่เหมือนชิงเหอของอา ขี้เกียจมาก ตอนนี้ยังนอนอยู่เลย”
ซุ่ยเหมี่ยวทนไม่ได้ที่พ่อแม่ชอบพูดลดค่าลูกตัวเอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จึงรีบพูดว่า “เป็นเพราะชิงเหอเรียนมาทั้งวัน กลับบ้านตอนกลางคืนยังต้องทำการบ้านอีก เขาเหนื่อยค่ะ ไม่เหมือนหนู อยู่บ้านกิน ๆ ดื่ม ๆ สบายจะตาย”
ซุ่ยเหมี่ยวไปถึงสนามโรงเรียนฝั่งตรงข้ามถนนและเริ่มวอร์มอัพแล้ว สือโถวถึงค่อยพูดขึ้น “เฮ้อ พวกมนุษย์นี่พูดจากันเสแสร้งจริง ๆ”
“โห แล้วพวกระบบสื่อสารกันยังไงล่ะ?”
“พวกเราไม่ต้องสื่อสารกันหรอก ยังไงฉันกับระบบตัวอื่น ๆ ก็ไม่แม้แต่จะมองหน้ากันอยู่แล้ว”
“อืม...เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาไม่อยากคุยกับนาย?”
สือโถว: ตกตะลึง—เข้าใจแล้ว—เสียใจ—กลายเป็นหิน
“พอแล้ว ๆ ฉันพูดเล่นน่า อีกอย่าง หลังจากครั้งนี้ไป ใครจะกล้าดูถูกนายอีก!” ซุ่ยเหมี่ยวทนฟังระบบร้องไห้กระซิกอยู่ในหัวไม่ไหว
“ใช่ ตอนนี้ฉันไม่ใช่ระบบโชคร้ายตัวเดิมแล้ว ซื่อสุ่ย ดูสิ ตอนนี้เธอก็ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยมาหลายวันแล้วไม่ใช่เหรอ”
โอ๊ย พี่ชาย ฉันเรียกพี่ว่าพี่เลยก็ได้ อย่าพูดเป็นลางสิยะ?!
เพราะคำพูดของสือโถว ตอนซุ่ยเหมี่ยวกลับบ้านจึงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ข้ามถนนก็จะไม่ข้ามเด็ดขาดถ้ายังมีรถวิ่งอยู่แม้แต่คันเดียว
เธอไม่ซื้อซาลาเปาแล้ว กลัวจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ระหว่างกลับเข้าหมู่บ้านก็ไม่เดินเข้าใกล้อาคาร กลัวกระถางต้นไม้หล่นลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
สือโถวเห็นซุ่ยเหมี่ยวระวังตัวขนาดนี้ก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง เพิ่งได้ใช้ชีวิตสงบสุขไม่กี่วัน มันก็เหลิงเสียแล้ว “ซื่อสุ่ย...”
“หุบปาก!”
พอกลับถึงบ้าน ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อืม ปลอดภัย! พอดีกับที่ซุ่ยเจาหมิงกับจางลี่ลี่กำลังจะออกไปทำงาน
“เหมี่ยวเหมี่ยว พ่อเพิ่งโอนให้ลูก 1,000 หยวน อยู่บ้านมาหลายวันแล้ว ลองออกไปเดินเล่นซื้อของกับเพื่อนบ้างสิ”
เด็กคนอื่นพ่อแม่กลัวให้เงินเพิ่มแค่ 100 หยวนแล้วยังจะเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่าย แต่พวกเขาไม่กังวลเรื่องนี้กับซุ่ยเหมี่ยวเลย ลูกสาวรู้ความเกินไป ให้เงิน 1,000 หยวนยังกลัวว่าเธอจะไม่ยอมใช้
“ได้ค่ะ ขอบคุณพ่อ แล้วก็ขอบคุณแม่มาก ๆ ด้วย!” เธอรู้ว่าถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากจางลี่ลี่ พ่อคงไม่โอนเงินให้เธอหรอก
จางลี่ลี่อดหัวเราะไม่ได้ “ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเด็กฉลาด เดี๋ยวแม่โอนให้อีก 1,000 หยวนนะ”
พอในบ้านเหลือเธออยู่คนเดียว ซุ่ยเหมี่ยวก็เริ่มทำอาหารเช้า ส่วนเรื่องออกไปข้างนอก วันนี้เธอไม่ออกไปเด็ดขาด ชีวิตสำคัญกว่า!
วันเวลาผ่านไปอย่างเรียบง่าย ซุ่ยเหมี่ยวไม่รู้สึกอะไรนัก แต่พอเหลือบดูโทรศัพท์ก็พบว่าตอนนี้เป็นวันที่ 10 กรกฎาคมแล้ว เธอกับสือโถวมาโลกนี้ได้สิบวันแล้ว
ตลอดสิบวันนี้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสบายใจเต็มที่ บางทีตัวเอกกับระบบคนอื่นอาจกำลังยุ่งอยู่กับการไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่สำหรับซุ่ยเหมี่ยว แค่ค่อย ๆ เติบโตอย่างไม่โดดเด่นก็พอแล้ว
ซุ่ยเจาหมิงชอบดื่มชา ซุ่ยเหมี่ยวอยู่ใกล้ชิดจนซึมซับและเรียนรู้วิธีชงชากงฟู วันนี้เธออยู่บ้านคนเดียว จึงชงชาเล่นฆ่าเวลาไปด้วย ถือโอกาสเขียนบันทึกไปด้วย ได้ประโยชน์สองต่อ
แต่ความขัดแย้งของครอบครัวชั้นบนกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ตอนกินมื้อเย็น ทั้งสองคนมาหาซุ่ยเหมี่ยวที่บ้านเพื่อให้ช่วยตัดสิน
ซุ่ยเหมี่ยวถูกไล่กลับเข้าห้อง แต่เพราะสือโถวถ่ายทอดสถานการณ์สดให้ฟัง เธอจึงรู้เรื่องในห้องนั่งเล่นชัดเจน
“เจาหมิง ลี่ลี่ ฉันไม่ได้อยากรบกวนพวกคุณนะ ตอนนี้ชิงเหอทำการบ้านอยู่ข้างบน ฉันกลัวว่าจะอดใจไม่ไหวทะเลาะกับเขาแล้วทำให้ชิงเหอตกใจ”
ซุ่ยเจาหมิงรินชาให้ทั้งคู่ “ใช่ครับ ไม่ว่ายังไงก็ห้ามทะเลาะกันต่อหน้าลูก ตอนนี้ลูกอยู่ในวัยรุ่น อารมณ์อ่อนไหวมาก”
ไป๋อวี้หลันราวกับเจอพวกเดียวกัน จึงรีบเล่าเรื่องให้ฟัง “ก่อนหน้านี้เราตกลงกันแล้วว่าฉันจะให้ฮุ่ยฮุ่ย 200,000 หยวน แล้วก็ยกบ้านให้เธออีกหนึ่งหลัง ต่อไปเธอก็จะช่วยรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูฉันครึ่งหนึ่ง ตกลงกันเรียบร้อยแล้วด้วย แต่พอพรุ่งนี้จะไปเซ็นสัญญา เขากลับเปลี่ยนใจ”
ลู่กั๋วต้งทำหน้าบึ้งตึง แค่นเสียงเย็นชา “คุณรู้จักพูดแต่เรื่องที่เข้าข้างตัวเองนี่ เจาหมิง ฉันจะเล่าให้ฟังว่าเรื่องมันเป็นยังไง...”
“พรุ่งนี้เธอจะไปเลือกบ้านในหมู่บ้าน บ้านพวกนี้เลือกขนาดพื้นที่ได้ เดิมทีมีบ้านสามหลัง ขนาดหลังละ 140 ตารางเมตร ฉันบอกว่าเฉินฮุ่ยฮุ่ยเป็นผู้หญิง ให้เธอหลังขนาด 90 ตารางเมตรก็พอ ที่เหลือก็เลือกบ้าน 120 ตารางเมตรสองหลังกับ 90 ตารางเมตรอีกหนึ่งหลัง แบบนี้ก็เป็นสามหลัง แล้วเตรียมบ้าน 120 ตารางเมตรให้ชิงเหออีกหลัง ส่วนบ้านที่เหลือสองหลัง เราจะอยู่เองหรือปล่อยเช่าก็ได้”
“พูดฟังดูดีนี่ เก็บบ้านสองหลังไว้ปล่อยเช่า สุดท้ายจะปล่อยให้ลูกชายคนนั้นของคุณเช่าราคาถูกใช่ไหม เช่าไปเช่ามาสุดท้ายก็ยกให้เขาฟรีหรือเปล่า!”
“คุณไร้เหตุผล ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว!”
“คุณต่างหากที่มีแผนชั่ว คิดแต่จะวางแผนให้ลูกชายตัวเอง ลู่กั๋วต้ง ฉันบอกไว้เลย บ้านกับเงินนี้เป็นของฉัน ฉันจะไม่ให้ลูกชายคุณแม้แต่หยวนเดียว ไม่ใช่แค่ลูกชายคุณหรอก ตัวคุณเองก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน!”
พอได้ยินทั้งคู่พูดด้วยอารมณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มพูดจาไม่คิด ซุ่ยเจาหมิงกับจางลี่ลี่ก็ปวดหัวขึ้นมาทันที คดีในครอบครัวแม้แต่ผู้พิพากษายังตัดสินยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนนอกอย่างพวกเขา
ยิ่งพูดก็ยิ่งเหลวไหล
“คุณเองก็รู้ดีว่าในใจคิดอะไร คุณทำเพื่อเฉินฮุ่ยฮุ่ยจริง ๆ หรือ ที่ทำไปก็เพราะอยากกลับไปสานสัมพันธ์กับอดีตสามีไม่ใช่หรือไง!”
ไป๋อวี้หลันเดือดขึ้นมาทันที “ลู่กั๋วต้ง คุณนี่มันไร้หัวใจจริง ๆ หลายปีมานี้ฉันดีกับคุณแค่ไหน คุณไม่รู้หรือไง เงินที่คุณขาดทุนจากการเล่นหุ้นก่อนหน้านี้ก็เป็นฉันที่ชดใช้ให้ ตั้งสองแสนกว่าหยวน!”
“คุณไม่พอใจที่ฉันให้ฮุ่ยฮุ่ย 200,000 หยวน แล้วทำไมไม่ลองคิดดูว่าฉันเสียเงินกับคุณไปเท่าไรแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องฮุ่ยฮุ่ย ฉันก็ไม่มีทางเจอเขาหรอก ยังไงฉันกับเขาก็มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง แค่เจอกันสักครั้งยังต้องมาโดนคุณระแวงแบบนี้”
ยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ เธอพุ่งเข้าไปหาแล้วข่วนหน้าเขา ซุ่ยเจาหมิงกับจางลี่ลี่ชะงักไปเพียงชั่วขณะเดียว ใบหน้าของลู่กั๋วต้งก็เต็มไปด้วยรอยแดงจากเล็บแล้ว
ซุ่ยเจาหมิงกับจางลี่ลี่รีบเข้าไปห้าม ไป๋อวี้หลันกำลังโมโหจนขาดสติ แม้แต่จางลี่ลี่ก็ยังโดนลูกหลง
“พอได้แล้ว ถ้าพวกคุณอยากแก้ปัญหากันดี ๆ ก็นั่งลงคุยกัน ถ้าอยากตีกันก็ออกไปตีข้างนอก!” ซุ่ยเจาหมิงโกรธจัด กดเสียงต่ำตวาดใส่ทั้งคู่ จนทั้งสองคนสงบลง
“พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปกำหนดทางออกให้คุณหรอก เขียนเงื่อนไขขั้นต่ำที่แต่ละคนยอมรับได้ออกมา แล้วพวกเราจะช่วยไกล่เกลี่ยให้ดี”
จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มเจรจากันเรื่องกรรมสิทธิ์บ้าน ซุ่ยเหมี่ยวไม่สนใจจะฟังแล้ว เฮ้อ เมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ความผูกพันฉันสามีภรรยาก็เปราะบางได้ถึงเพียงนี้
ผลสรุปสุดท้ายคือ เฉินฮุ่ยฮุ่ยได้ 200,000 หยวนกับบ้านขนาด 90 ตารางเมตรหนึ่งหลัง และรับผิดชอบหน้าที่เลี้ยงดูไป๋อวี้หลันครึ่งหนึ่ง ลู่ซั่วเฟิงซื้อบ้านขนาด 120 ตารางเมตรในราคา 80% ของราคาตลาด แต่ก็ต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูลู่กั๋วต้งครึ่งหนึ่งเช่นกัน ส่วนบ้านขนาด 120 ตารางเมตรอีกหลังยกให้ลู่ชิงเหอโดยตรง บ้านขนาด 90 ตารางเมตรที่เหลือให้สองสามีภรรยาตัดสินใจกันเอง
พูดไปแล้ว สุดท้ายไป๋อวี้หลันก็ยังคิดถึงลู่ชิงเหอ คนเก่งคนเดียวก็สู้คนช่วยสามคนไม่ได้ หากหลังจากนี้มีเพียงชิงเหอที่ต้องรับภาระดูแลพ่อแม่ทั้งสองคน แรงกดดันคงมากเกินไป ตอนนี้ยอมเสียเปรียบบ้าง แต่ต่อไปชิงเหอก็จะเหนื่อยน้อยลง
ดีที่ตอนนี้แก้ปัญหาได้แล้ว พูดได้ว่าทั้งสามครอบครัวพอใจกับการแบ่งแบบนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครพอใจเต็มที่ ความต้องการของมนุษย์มักเพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด ถึงตอนนี้จะพอใจ แต่พอเวลาผ่านไปก็อาจเกิดความขัดแย้งเรื่องอื่นขึ้นมาอีก
เรื่องนี้ทำให้ซุ่ยเจาหมิงกับจางลี่ลี่ได้คิดเช่นกัน พวกเขาควรวางแผนให้ซุ่ยเหมี่ยวไว้บ้าง กลางคืนซุ่ยเหมี่ยวนอนหลับอย่างสบายใจ แต่ในห้องของสองสามีภรรยา พวกเขายังคงคำนวณเงินที่มีอยู่
“ตอนนี้เรามีเงินอยู่ในมือ 700,000 หยวน บวกกับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราสองคนก็เป็น 1,200,000 หยวน ซื้อบ้านอีกหลังด้วยเงินสดได้สบาย ๆ เรายังเหลืออีกสิบกว่าปีกว่าจะเกษียณ ตอนนั้นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็น่าจะมีเพิ่มอีกก้อน หลังเกษียณเราก็มีเงินบำนาญ ไม่ทำให้เหมี่ยวเหมี่ยวต้องแบกรับภาระมากเกินไปหรอก”
ซุ่ยเจาหมิงฟังจางลี่ลี่ค่อย ๆ คำนวณแล้วก็เห็นด้วย “เดี๋ยวผมลองถามดูว่ามีโครงการบ้านดี ๆ ที่ไหนบ้าง ถึงตอนนั้นพาเหมี่ยวเหมี่ยวไปดูเลย ถ้าจะซื้อก็ซื้อหลังใหญ่หน่อย จะได้จบในครั้งเดียว เงินเก็บไม่พอก็ขอกู้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ ภาระไม่หนักหรอก”
“เฮ้อ ลูกคนเดียวสมัยนี้ก็แบกรับภาระหนักเหมือนกัน ยังดีที่เราอาจใช้เงินบำนาญช่วยเหมี่ยวเหมี่ยวได้บ้าง แผนของอวี้หลันก็คงคิดถึงชิงเหอเหมือนกัน” พอพูดถึงครอบครัวชั้นบน จางลี่ลี่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้
วันต่อมาพอซุ่ยเหมี่ยวรู้แผนของพ่อแม่ก็ถึงกับตะลึง เธอเพิ่งอายุ 13 ปีเองนะ นี่กำลังจะกลายเป็นเจ้าของบ้านแล้วหรือ แถมยังไม่ต้องผ่อนบ้านอีกด้วย
น้ำตาแห่งความตื่นเต้นไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอคิดถึงเมื่อก่อนที่แค่จะมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันก็ต้องทุ่มเททุกอย่าง ไม่เคยกล้าฝันถึงชีวิตแบบตอนนี้เลย
เมื่อก่อนเธอยอมรับความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ แต่พอทุกสิ่งที่งดงามนี้มาปรากฏตรงหน้า เธอกลับรู้สึกทั้งหวาดหวั่นและไม่สบายใจ กลัวว่านี่จะเป็นเพียงความฝันแสนดี พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าเป็นแค่ความฝันก่อนตาย
“ยังเป็นเด็กจริง ๆ แค่ได้ยินว่าจะซื้อบ้านก็ดีใจจนร้องไห้แล้ว!” ซุ่ยเจาหมิงเห็นซุ่ยเหมี่ยวแสดงอารมณ์ออกมาตรง ๆ ก็หัวเราะ
“ลูกสาวคนโง่ของพ่อ จะร้องไห้ทำไม พ่อกับแม่มีลูกสาวคนเดียว ก็ต้องวางแผนเพื่อลูกทุกเรื่องอยู่แล้วสิ”
ซุ่ยเหมี่ยวโอบเอวจางลี่ลี่ รู้สึกเขินขึ้นมา “อืม หนูแค่ดีใจมากไปหน่อยค่ะ”
“อย่าเอาแต่หมกตัวอยู่บ้าน ออกไปเดินเล่นบ้าง” ฟังสิ ซุ่ยเหมี่ยวจริงจังขนาดไหน ถึงทำให้ซุ่ยเจาหมิงต้องเป็นฝ่ายชวนให้ออกไปเที่ยว
ก่อนหน้านี้จิตใจของซุ่ยเหมี่ยวไม่เคยผ่อนคลายลงจริง ๆ พอเวลาผ่านไปหลายวัน เธอถึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้จริง ๆ เมื่อใจสงบลงแล้ว เธอก็เริ่มสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกนี้ขึ้นมา
ตอนนี้สภาพจิตใจของเธอยังไม่เหมาะจะไปเดินห้างกับเด็กผู้หญิงวัยเดียวกัน เธอจึงเรียกรถไปห้างว่านต๋าใจกลางเมืองคนเดียว หาอะไรกินเล่นอย่างอิสระ สบายใจเหลือเกิน
ซุ่ยเหมี่ยวเลือกซื้อปากกามากมายที่ร้านเครื่องเขียน ปากกาสมัยนี้มีหลายแบบสวยมาก ตอนเด็กเธอก็ชอบ แต่ปากกาแบบนี้แพงเกินไป เธอไม่เคยซื้อเลยสักครั้ง
พอได้เจอเข้าตอนนี้ก็อดใจไม่ไหว ถือว่าได้ทำตามความปรารถนาของตัวเองในอดีต ซื้อเครื่องเขียนนิดหน่อย ซื้อเครื่องประดับอีกหน่อย แค่นี้ก็รู้สึกมีความสุขมากแล้ว
นึกไม่ถึงว่าจะเจอลู่ชิงเหอนั่งอยู่หน้าเครื่องเกมตรงกลางโถงชั้นหนึ่ง “เฮ้ ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ ไม่เรียนพิเศษหรือไง?” ซุ่ยเหมี่ยวตบไหล่ลู่ชิงเหอ ทำเอาเด็กหนุ่มตกใจจนสะดุ้งโหยง
ลู่ชิงเหอรู้สึกผิดอยู่ก่อนแล้ว ถึงกับเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ พอหันมาเห็นว่าเป็นซุ่ยเหมี่ยวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เธอทำฉันตกใจแทบตาย!”
“ยังไม่ได้ตอบเลยว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม หนีเรียนหรือไง?” ซุ่ยเหมี่ยวถาม พลางยื่นไอศกรีมโคนอีกอันในมือให้ เป็นของที่ซื้อจากร้านแมคโดนัลด์ โปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ซุ่ยเหมี่ยวกินคนเดียวได้ถึงสองอัน พลันรู้สึกว่าคุ้มสุด ๆ ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคู่รัก แต่ในสายตาซุ่ยเหมี่ยว นี่มันสิทธิพิเศษของคนโสดชัด ๆ จ่ายเงินครั้งเดียวได้กินสองอัน เพียงแต่ตอนนี้คนที่ได้ประโยชน์กลับเป็นลู่ชิงเหอ
“อืม” ลู่ชิงเหอรับไอศกรีมโคนมา พยักหน้า เขาไม่ปิดบังเพื่อนที่โตมาด้วยกัน “ขอลาครูมา ใจมันหงุดหงิด ก็เลยอยากออกมาหายใจข้างนอกสักหน่อย”
เฮ้อ เด็กวัยรุ่นจิตใจอ่อนไหวอยู่แล้ว ยิ่งกลับบ้านไปก็เจอพ่อแม่ทำสงครามเย็น ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด ในความคิดของเขา การใช้ความเย็นชาใส่กันแบบนี้ยังสู้ทะเลาะกันตรง ๆ เมื่อก่อนเสียไม่ได้ “ซุ่ยเหมี่ยว เธอว่า พอมีเงินแล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ บ้าน เงินอะไรพวกนี้มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ...”
“สำคัญสิ มีเงินก็ใส่อาดิดาสได้ ไม่มีเงินก็ใส่อาดิดาสหวังแทน คิดว่าไงล่ะ!” ซุ่ยเหมี่ยวไม่ใช่เด็กอายุสิบสองสิบสามจริง ๆ จะให้พูดขัดใจตัวเองว่าเงินเป็นเพียงเศษดิน เธอทำไม่ได้หรอก
ลู่ชิงเหอมองรองเท้าใหม่บนเท้าตัวเอง ถูกซุ่ยเหมี่ยวพูดจนหมดอารมณ์เศร้าซึมไปเลย แต่กลับยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิมเพราะไม่มีที่ระบาย เขามองยัยทึ่มที่ยังเอาแต่ก้มหน้ากินไอศกรีมแล้วก็พูดไม่ออก “ช่างเถอะ พูดกับคนจนอย่างเธอไม่รู้เรื่องหรอก!” พูดจบก็กลับไปนั่งที่เดิม จ้องเกมตรงหน้า
“เฮ้ ทำไมถึงด่ากันเรื่องฐานะด้วยล่ะ! เด็กเหลือขอ!” ซุ่ยเหมี่ยวก็ขี้เกียจทำตัวเป็นพี่สาวคนสนิท หันหน้าแล้วเดินจากไปตามลำพัง
แต่ตอนบ่ายขากลับ ทั้งคู่กลับบังเอิญขึ้นรถเมล์สายเดียวกันอีก ซุ่ยเหมี่ยวก็มีอารมณ์ขุ่น ๆ อยู่บ้าง พอนั่งลงก็ไม่สนใจเขา ส่วนลู่ชิงเหอรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองทำตัวแย่เกินไป จึงยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ตรงหน้าเธอ ไม่รู้จะขอโทษอย่างไร
พอทั้งคู่กลับถึงหมู่บ้านก็เจอไป๋อวี้หลันกลับมาพอดี
“กลับมาเองเหรอ พ่อของลูกล่ะ?” ไป๋อวี้หลันเห็นลูกชายเดินเข้าหมู่บ้านมาคนเดียวจึงถาม
“เมื่อเช้าพ่อบอกว่ามีธุระ ให้ผมกลับบ้านเองครับ” ลู่ชิงเหออธิบาย แล้วมองซุ่ยเหมี่ยวอย่างประหม่า กลัวเธอจะฟ้องแม่ว่าเขาไม่ได้เข้าเรียนตลอดครึ่งวันนี้
ซุ่ยเหมี่ยวเลิกคิ้วให้ลู่ชิงเหอ ถึงว่าเด็กนี่กล้าขอลาเรียนแล้วโกหก ที่แท้ก็รอจังหวะนี้อยู่นี่เอง
สีหน้าของไป๋อวี้หลันหม่นลง เพราะลู่กั๋วต้งไม่ได้บอกเธอเลยว่ามีธุระ ก่อนหน้านี้เขาก็ออกไปเงียบ ๆ แบบไม่พูดอะไรสักคำ เธอยังนึกว่าเขาไปรับลูกเสียอีก เธอคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง หรือว่าเขาจะไปหาลูกชายอีกคนของตัวเอง ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดผ่าน ๆ ว่าอีกฝ่ายอยากเปิดร้านผลไม้ แต่เธอไม่เห็นด้วย
พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ไป๋อวี้หลันก็โกรธจนอกกระเพื่อมแรง แต่เมื่อเห็นแววตากระวนกระวายของลูกชาย ก็ยังอดกลั้นไว้ “กลับบ้านก่อนนะ เย็นนี้แม่จะไปส่งลูกเรียน”
ทั้งสองคนเห็นไป๋อวี้หลันออกแรงยกกล่องใบใหญ่ลงจากรถไฟฟ้า จึงรีบเข้าไปช่วยทันที
“แม่ซื้ออะไรมาเหรอครับ?” ลู่ชิงเหอเปิดกล่องกระดาษใบใหญ่แล้วเห็นว่าข้างในมีแต่ของทำความสะอาด ทั้งน้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ กระทั่งน้ำยาฆ่าเชื้อ 84 ก็มีตั้งสองถัง “ซื้อมาเยอะขนาดนี้ทำไมครับ?”
“แม่ไม่ได้ซื้อหรอก ร้านขายของชำข้าง ๆ จะปิดแล้ว ของบางอย่างก็แบ่งให้ร้านอื่นแถวนั้น ร้านยังมีของเหลืออีกเยอะ รถไฟฟ้าขนไปเที่ยวเดียวไม่หมด ก็เลยเอากลับมาก่อนส่วนหนึ่ง”
ไป๋อวี้หลันใจดีจริง ๆ ซุ่ยเหมี่ยวแค่ช่วยยกของนิดหน่อย เธอก็ยัดของใส่ถุงให้เต็มถุง
ถึงขั้นแบ่งน้ำยาฆ่าเชื้อให้มาหนึ่งถัง นี่ไม่ใช่ว่าซุ่ยเหมี่ยวพูดเกินจริงโดยใช้คำว่าถังเป็นหน่วยวัด แต่เพราะน้ำยาฆ่าเชื้อขนาด 10 กิโลกรัมที่วางอยู่ข้างเท้าเธอนั้นยังไม่ได้เจือจาง ซุ่ยเหมี่ยวทั้งขำทั้งพูดไม่ออก นี่ต้องใช้ไปถึงปีไหนกันเนี่ย
