เมิ่งหรงไปหาผ้าปูที่นอนสะอาด ส่วนเมิ่งเจินและเมิ่งอวี่ซูจัดการเก็บกวาดข้าวของที่ลู่ชิงเฉิงทิ้งไว้ในห้องนอนรอง ซูหว่านมั่นก็ช่วยปัดกวาดห้องเล็กน้อย
ตอนออกจากบ้านสกุลลู่ เมิ่งอันหรานไม่ได้เอาสัมภาระอะไรติดตัวมานอกจากเอกสาร
ตอนนี้เหลือเพียงเงินติดตัวเท่านั้น
ของใช้ปลีกย่อยอย่างพวกสบู่ยาสีฟันที่บ้านมีของใหม่หมดแล้ว แต่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนนั้นเธอต้องออกไปซื้อเองสักสองสามชุด ไม่อยากใส่เสื้อผ้าของเมิ่งเจินเท่าไหร่
เมิ่งเฉิงหงยืนกรานว่าตัวเองรู้จักทาง จะพาเธอไปได้ ส่งเสียงเซ้าซี้จะขอไปข้างนอกกับเธอ
"พี่สาวสอง ผมเป็นเด็กดีนะ! จะไม่วิ่งเล่นซนเด็ดขาดเลย พาพี่พาผมไปด้วยนะ!" เขาเบ้ปากออดอ้อน เขาอยากสนิทกับพี่สาวสองให้เร็วที่สุด เพราะแบบนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องดีใจมากแน่ๆ
เมิ่งอันหรานไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ลังเลอยู่ชั่วครู่ แล้วเอ่ยว่า "เธอแน่ใจนะว่าจะอยู่กับพี่ดีๆ ไม่ไปไหน?"
"แน่ใจ!" เมิ่งเฉิงหงรีบยืดตัวตรง ชูสามนิ้วขึ้นสาบาน อีกมือหนึ่งจับมือเมิ่งอันหรานไว้ "พี่สาวสอง ผมจะจับมือพี่ไว้แบบนี้เลย สัญญาว่าจะดีๆ ไม่วิ่งเล่นซนนะ"
อันที่จริงเขาเกร็งมาก อยากเข้าใกล้ชิดสนิทกับพี่สาวสอง แต่ก็กลัวว่าพี่สาวสองจะสะบัดมือเขาทิ้ง
รอสักพักให้แน่ใจว่าพี่สาวสองไม่รังเกียจเขาแล้ว จึงค่อยโล่งอกอยู่ในใจ
เมิ่งอันหรานนิ่งค้างไป เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนมาจับมือเธอ
โอ๊ะ จะว่ามีสักครั้งก็พอได้ ตอนนั้นพี่ใหญ่สกุลลู่กำข้อมือเธอไว้ แต่เสี้ยววินาทีถัดมาแขนเธอก็ถูกหักหลุดจากข้อ
เมิ่งอันหรานเก็บงำความคิดฟุ้งซ่าน แล้วบีบมือน้องชายเบาๆ ตอบกลับ "ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นรบกวนเธอช่วยบอกทางพี่นะ"
ออกจากหมู่บ้าน เดินตามทางไปห้านาทีก็ถึงตลาดสด พอข้ามผ่านตลาดสดไป ถนนยามค่ำคืนของแถวนี้จะคึกคักมาก ริมถนนมีร้านชานมและร้านขายเสื้อผ้าอยู่ไม่น้อย
เลือกซื้อชุดลำลองใส่สบายอยู่สามสี่ชุด แล้วก็ซื้อชุดออกกำลังกายอีกหนึ่งชุด ก็พอจะสลับเปลี่ยนใส่ได้ในชีวิตประจำวันแล้ว
ขากลับบ้าน จูงมือน้องชายเดินผ่านร้านขายถังหูลู่ เห็นเขาแอบมองลูกถังหูลู่ในตู้กระจกอยู่หลายครั้ง แต่ก็เข้าใจว่ายังไงก็ไม่เอ่ยปากขอ เมิ่งอันหรานยิ้มแล้วซื้อสตรอว์เบอร์รีให้เขาไม้หนึ่ง
ได้ถังหูลู่มาแล้ว ใบหน้าของเมิ่งเฉิงหงก็เผยความสุขแบบเด็กๆ ออกมา "ขอบคุณพี่สาวสองมากเลยนะ!"
เขายิ้มร่าแล้วชูถังหูลู่ขึ้นสูงให้เมิ่งอันหราน "พี่สาวสอง พี่ก็กินด้วยสิ!"
คำแรกต้องให้กับคนที่ชอบ นี่จึงจะเรียกว่ารักใคร่เป็นพิเศษ
เมิ่งอันหรานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอื้อมมือไปขยี้ผมน้องชาย "พี่ไม่ชอบกินของหวาน เธอกินเถอะ"
เมิ่งเฉิงหงตอบว่าโอ้ แล้วนับสตรอว์เบอร์รีบนไม้เสียบ ยิ้มใสไร้เดียงสา "มีทั้งหมดหกลูก เอากลับบ้านไป แบ่งให้พี่ชายพี่สาวแล้วก็คุณพ่อได้คนละลูก พี่สาวสองไม่กิน คุณแม่ก็ได้กินสองลูก!"
"ดีเลย" เมิ่งอันหรานตอบรับอย่างขบขัน
……
ตอนที่ทิ้งข้าวของของลู่ชิงเฉิงนั้น หัวใจของเมิ่งอวี่ซูราวกับถูกมีดนับพันกรีดแทง หนังเปิดเนื้อฉีกเลือดอาบ
เขาเคยวาดฝันว่า ชิงเฉิงอาจจะยังกลับมาก็ได้ ยังไงก็เป็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมาสิบเจ็ดปี ต้องมีความรู้สึกกับพวกเขาบ้างแน่ๆ
ถ้าลู่ชิงเฉิงไม่ยอมอยู่บ้านสกุลลู่ต่อ สกุลลู่ก็คงไม่ปล่อยเมิ่งอันหรานที่ทุ่มเงินมหาศาลเลี้ยงดูมาให้หลุดมือ จะลูกสาวแท้หรือลูกสาวบุญธรรมก็ต้องเหลือไว้สักคน
พอเห็นเมิ่งอันหรานมาปรากฏตัวที่บ้าน เขาก็รู้แล้วว่าลู่ชิงเฉิงคงไม่กลับมาอีก
มองตุ๊กตาแรคคูนในกล่องกระดาษข้างถังขยะ เมิ่งอวี่ซูกัดฟันกรามแน่น หัวใจบีบเป็นก้อน
นี่คือตุ๊กตาที่เขาพาลู่ชิงเฉิงออกไปเล่นเกมโยนห่วงตอนประถม และเป็นรางวัลที่โยนได้มา
ถึงตอนนั้นเธอจะมีตุ๊กตาที่สวยกว่า ดีกว่าอีกมากมาย แต่ก็วางเจ้าแรคคูนน้อยตัวนี้ไว้ข้างหมอนมาตลอด
เธอเคยรักเคยชอบตุ๊กตาตัวนี้มาก เหมือนกับที่เธอเคยรักเคยชอบบ้านนี้มาก
ทว่าตั้งแต่ครอบครัวเมิ่งล้มละลาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เมิ่งอันหรานจูงมือน้องชายกลับมาถึงหมู่บ้าน มองไปไกลๆ ก็เห็นเมิ่งอวี่ซูกำลังหยิบตุ๊กตาขึ้นมาจากกล่องขยะพวกนั้นอีกตัวหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วควรถูกโยนทิ้งไปแล้ว
เขาประคองตุ๊กตาพร้อมปัดฝุ่นออกเบาๆ ราวกับกำลังเก็บรวบรวมความสุขเล็กๆ น้อยๆ กลางป่าผาดาบ ในดวงตางามมีห้วงอารมณ์รัญจวนแห่งความว่างเปล่าและอาลัยอาวรณ์ที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
สำหรับการที่ลู่ชิงเฉิงออกจากบ้านสกุลเมิ่งนั้น คนที่ผิดหวังที่สุดคือเมิ่งอวี่ซู คนที่เสียใจที่สุดคือเมิ่งอวี่ซู และคนที่ปล่อยวางไม่ได้ที่สุดก็ยังเป็นเมิ่งอวี่ซู
"พี่ชาย"
ได้ยินเสียงของเมิ่งอันหราน เมิ่งอวี่ซูรีบซ่อนตุ๊กตาไว้ข้างหลังอย่างลุกลี้ลุกลน มองเมิ่งอันหรานเดินเข้ามา จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมาอย่างประหลาด
สีหน้าเมิ่งอันหรานราบเรียบราวน้ำนิ่งในบ่อเก่า ไม่ได้แยแสความรู้สึกราคาถูกพวกนั้นแม้แต่น้อย เอ่ยปากเรียบๆ ว่า "ไม่ต้องซ่อนหรอก ฉันเห็นแล้ว"
เมิ่งอวี่ซูสบตาลงต่ำ ราวกับเด็กที่ทำอะไรผิด ค่อยๆ หยิบตุ๊กตาออกมา "เมื่อก่อนชิงเฉิงชอบตุ๊กตาแรคคูนตัวนี้มาก วางมันไว้ที่หัวเตียง กอดนอนทุกคืนเลย ไม่คิดเลยว่าแม้แต่สิ่งนี้เธอก็ไม่เอาแล้ว"
"สิ่งที่นางไม่เอา หาใช่เพียงเท่านี้"
คำพูดเรียบเฉยไม่ทุกข์ไม่ร้อนประโยคนี้เหมือนกับแทงมีดเข้าหัวใจของเมิ่งอวี่ซูอีกเล่ม เธอถอนหายใจเบาๆ ในใจ แล้วถามว่า "นายอยากจะเอามันกลับไปไหม?"
เมิ่งอวี่ซูก้มหน้ามองตุ๊กตาในมือ นิ้วมือค่อยๆ กำแน่นขึ้น ในใจกำลังสับสนและดิ้นรน
ครู่ใหญ่ เขาโยนตุ๊กตากลับลงกล่องกระดาษ ฝืนยิ้มให้เมิ่งอันหราน "ไม่เอาแล้ว ไม่มีค่าอะไร"
เมิ่งเฉิงหงจ้องมองตุ๊กตาที่ถูกทิ้งอยู่นานมาก จริงๆ แล้วเขาชอบตุ๊กตาตัวนี้มากนะ แต่นี่เคยเป็นสมบัติรักของพี่สาวสองคนเก่า เพราะฉะนั้นต่อให้ชอบแค่ไหนเขาก็แย่งมาไม่ได้หรอก
แต่ตอนนี้ สิ่งที่เคยเป็นสมบัติรักกลับกลายเป็นขยะถูกทิ้ง พี่ชายคงต้องเสียใจมากแน่เลยใช่ไหม?
"พี่ชายดูนี่สิ! พี่สาวสองซื้อถังหูลู่ให้ผม! ให้พี่กินลูกหนึ่งนะ!" เมิ่งเฉิงหงยิ้มสดใส ยื่นถังหูลู่ให้พี่ชาย กินของหวานแล้วจะได้ไม่เศร้า
มองดูน้องชายที่เชื่อฟังเข้าใจ สายใยที่พันรัดหัวใจของเมิ่งอวี่ซูเหมือนจะคลายออกบ้างแล้ว
เขายกยิ้มอ่อนโยนขึ้นตรงริมฝีปาก ย่อตัวลง สวมกัดสตรอว์เบอร์รีเคลือบน้ำเชื่อมลูกแรกตามมือของน้องชาย
"หวานมาก อร่อยมาก"