“แมลงขี้ผึ้ง?”
สุยหยุนมองดูขี้ผึ้งที่ไหลลงมาทีละหยด แล้วกลับมากลายเป็นก้อนแข็งที่พื้นด้านล่างอีกครั้ง
ลู่จือจือเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ
“นี่คือวิธีหนึ่งในการเพาะพันธุ์แมลงพิษ”
“คนเลี้ยงแมลงจะนำแมลงพิษนับพันชนิดใส่ในหม้อดิน แล้วใช้ผึ้งหลวงเป็นอาหาร โดยให้วันละหนึ่งตัว”
“จนกระทั่งเหลือเพียงตัวสุดท้าย แล้วก็ยังคงเลี้ยงด้วยผึ้งหลวงต่อไป จนกระทั่งมันกลายเป็นแมลงปีกแดงชนิดนี้”
“แมลงชนิดนี้จะบินเข้าไปในปากของมนุษย์ และใช้ร่างกายของคนเป็นรัง ถูกควบคุมโดยคนเลี้ยงแมลง”
“ถ้าคนที่ถูกแมลงเข้าสิงไม่เชื่อฟังคำสั่งของคนเลี้ยงแมลง มันก็จะแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมากในร่างกาย จนกัดกินร่างของคนๆ นั้นจนว่างเปล่า”
“คุณควรจะดีใจที่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน เพราะแมลงชนิดนี้จะออกมาจากร่างของศพในเวลากลางคืน และขับถ่ายเมือกออกมานอกร่างที่มันสิงอยู่ ทำให้เป็นก้อนขี้ผึ้ง”
“จนกระทั่งขี้ผึ้งปิดล้อมร่างของคนคนนั้นไว้อย่างสมบูรณ์ คนเลี้ยงแมลงจะมาหาที่นี่ และให้อาหารพวกมันด้วยฝูงผื่นต่อไป จนกระทั่งเหลือเพียงตัวสุดท้าย”
“แมลงขี้ผึ้งนั้นยากต่อการเพาะเลี้ยงอย่างมาก แต่ถ้าหากประสบความสำเร็จแล้ว มันจะไม่ตายหรือสูญสลายไปตลอดกาล ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น”
สุหยุนถอนหายใจเบาๆ
“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอสถานการณ์แบบนี้”
บนใบหน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“ศพกลายเป็นเนื้อช้ำกระดูกแหลกเลย ไม่สามารถระบุใบหน้าได้ และก็ไม่สามารถตัดสินเวลาเสียชีวิตจากเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อได้อีกแล้ว”
สุสุหยุนดูเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จับมือของลู่จือจือไว้
“คุณหนูลู่ เมื่อครูนายตำรวจจางบอกว่าคุณเป็นปรมาจารย์ด้านศาสตร์เร้นลับ คุณพอจะทายได้หน่อยมั้ยว่าคนคนนี้คือใคร?”
