ครั้งก่อนที่ช่วยสารวัตรจางฟื้นคืนสติ ลู่จือจือได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลหนึ่งครั้ง
สารวัตรจางและภรรยาต่างรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของเธอเป็นอย่างมาก
พอได้รับโทรศัพท์อีกครั้ง ลู่จือจือก็รู้สึกดีใจไม่น้อย
“สารวัตรจาง ท่านหายดีแล้วหรือคะ ทำไมไม่พักผ่อนให้มากกว่านี้ก่อนค่อยไปทำงานล่ะ”
น้ำเสียงของสารวัตรจางจริงจังเป็นพิเศษ
“คุณหนูลู่ ผมพักอยู่ที่บ้านน่ะครับ แต่ที่หน่วยเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น เลยต้องตามตัวผมไปช่วย”
“ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องให้คุณช่วยจัดการ เลยถือวิสาสะโทรมาหา”
“คุยกันทางโทรศัพท์คงไม่ชัด ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยมาที่นี่สักหน่อยได้ไหมครับ”
ลู่จือจือกับสารวัตรจางก็ถือว่าคุ้นเคยกันพอสมควร
คำขอของคนรู้จัก เธอย่อมไม่ปฏิเสธ และหากช่วยได้ก็ถือเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง
วางสายโทรศัพท์แล้ว ลู่จือจือก็เตรียมจะออกไป
“จือจือ ฉันไปด้วยเถอะ”
เดิมทีลู่จือจือก็คิดจะพากู้เหยียนโจวไปด้วยอยู่แล้ว
เพราะสารวัตรจางหาเธอ ต้องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องศาสตร์เร้นลับแน่นอน
กู้เหยียนโจวมีชะตาชั้นสูง ดวงแข็งพอจะกดวิญญาณชั่วร้ายไว้ได้ อีกทั้งเลือดม่วงทองของเขายังใช้วาดยันต์ชั้นเลิศได้อีกด้วย นับว่าใช้ประโยชน์ได้มากโข
เพียงแต่นึกถึงกองเอกสารที่ตั้งเป็นภูเขาน้อย ๆ กับเหตุการณ์ที่รอจัดการอีกเป็นร้อยเรื่องบนหน้าจอลิฟต์แล้ว เธอก็ต้องปฏิเสธ
“คุณจัดการเอกสารให้เรียบร้อยเถอะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ฉันก็ไม่สะดวกพาคนอื่นไปด้วย”
กู้เหยียนโจวทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่หาคนไปส่งลู่จือจือ
พอเธอจากไป เขาก็กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อจัดการเอกสารต่อ
แต่ตัวหนังสือบนเอกสารเหมือนกับจะขยับได้ยังไงยังงั้น เขาอ่านไม่อ่านลงเลยสักตัว
ด้วยความหงุดหงิด เขาโยนเอกสารในมือทิ้งอย่างแรง
เอกสารนั้นตกลงไปใกล้เท้าของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาพอดี
ลู่เจ้าเก็บเอกสารที่ตกอยู่ตรงเท้าขึ้นมา แล้วมองเขาด้วยรอยยิ้ม
“ยังไงล่ะ สาวน้อยรู้เข้าว่านายคือท่านห้ากู้ เลยโกรธจนทิ้งนายไปแล้วหรือไง”
กู้เหยียนโจวปรายตามองลู่เจ้า
“นี่แกยังอ้างว่าเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันกับฉันงั้นเหรอ แกชอบมาซ้ำเติมฉันแบบนี้”
