“อะไรนะ เจ้ามีป้ายทะยานเซียน?”
สีหน้าศิษย์พี่โม่เปลี่ยนไป เขาเดินเข้ามาคว้าป้ายบัตรไป แล้วพลิกดูซ้ำหลายรอบ
เมื่อยืนยันได้ว่าเป็นป้ายทะยานเซียนของสำนัก สีหน้าของเขาก็ไม่สู้ดีนัก
ป้ายทะยานเซียนเป็นสิ่งที่อารามชิงอวิ๋นใช้มอบเป็นรางวัลแก่ศิษย์ผู้สร้างคุณูปการใหญ่หลวง
ทายาทของศิษย์เหล่านั้นสามารถถือป้ายบัตรนี้เข้าสังกัดอารามชิงอวิ๋นได้ ไม่ว่าศิษย์ผู้นั้นจะมีพรสวรรค์เช่นไร อารามก็ต้องรับไว้
ดังนั้น เมื่อเห็นป้ายทะยานเซียน ศิษย์พี่โม่จึงรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับหยางฟานไว้
แต่พอนึกถึงพรสวรรค์ที่หยางฟานแสดงออกมาเมื่อครู่ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทั้งใจ
“ในเมื่อเจ้ามีป้ายทะยานเซียน เหตุใดไม่เอาออกมาให้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายมากมายเช่นนี้”
หยางฟานใจสะท้าน
ป้ายทะยานเซียนนี้เป็นของที่เฒ่าเต๋าผู้นั้นมอบให้
ถึงอีกฝ่ายจะพูดจาน่าฟัง แต่หยางฟานก็กลัวว่าของชิ้นนี้จะมีปัญหา จึงอยากลองดูว่าจะเข้าสู่อารามชิงอวิ๋นด้วยตนเองได้หรือไม่
เมื่อหมดหนทางจริง ๆ เขาจึงจำใจต้องใช้ป้ายทะยานเซียน
“บรรพบุรุษสั่งไว้ว่าห้ามใช้ป้ายทะยานเซียนโดยง่าย ข้าคิดว่าหากรากวิญญาณของข้าไม่เลว ก็จะเก็บมันไว้ให้ลูกหลาน”
หยางฟานพูดอ้อมแอ้ม
ได้ยินเช่นนั้น ศิษย์พี่โม่ก็หัวเราะเยาะ
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าเก็บของสิ่งนี้ไว้ให้ลูกหลานไปเลยไม่ดีกว่าหรือ รากวิญญาณซ่อนเร้นอย่างเจ้า ต่อให้เข้าอารามชิงอวิ๋นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง หากเจ้านำป้ายทะยานเซียนไปจากที่นี่ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อเจ้ามีลูกหลานแล้ว ค่อยให้ผู้มีรากวิญญาณมาสมัครเข้าอารามชิงอวิ๋นก็ได้”
