การจะมาศิษย์เข้าฝ่ายพระอาจารย์เช่นนี้ตรง ๆ ย่อมเป็นอาได้ไม่ ช่วงเวลานี้หยางฟานได้ศึกษาสภาพของเป่ยหยวนไว้บ้างแล้ว
แม้วังเทียนจีแห่งเป่ยหยวนจะไม่ค่อยขึ้นตรงต่อราชสำนักเป่ยหยวนสักเท่าไร แต่ตามข้อตกลงระหว่างวังเทียนจีแห่งเป่ยหยวนกับราชสำนักแล้ว วังเทียนจีแห่งเป่ยหยวนรับสมัครได้เพียงคนเลี้ยงสัตว์พื้นเมืองของแดนเปย์หยวนเท่านั้น
นอกเหนือจากนี้คนจากแหล่งอื่นจะรับเข้าวังไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องมีสถานะที่สมเหตุสมผล
คิดถึงตรงนี้หยางฟานก็ลูบคาง แล้วเดินทางต่อไปยังเผ่าว่อหลาน
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องใช้เผ่าว่อหลานล้างตัวตนของตนให้ขาวสะอาด เช่นนี้จะได้เข้าร่วมวังเทียนจีแห่งเป่ยหยวนได้ง่ายยิ่งขึ้น
จากนั้นหยางฟานก็ปล่อยโจวเผิงออกมา และเล่าความกังวลและข้อสงสัยที่สั่งสมมาตลอดทางให้ฟังทั้งหมด
กล่าวไปจนจบ หยางฟานก็ขมวดคิ้วแน่น
“สิ่งที่ข้ากังวลที่สุดตอนนี้ก็คือฝ่ายเผ่าว่อหลานอาจไม่ให้ความร่วมมือ หรือแย่กว่านั้นคืออาจขายข้าไป หากเป็นเช่นนั้นทุกความพยายามก็จะเสียเปล่า ทั้งยังอาจถูกไล่ล่าจากเจ็ดกระโจมแห่งทุ่งหญ้าด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นโจวเผิงก็หัวเราะขึ้น
“ท่านเจ้านายจำเป็นต้องกังวลเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ ”
“หากถามข้า หากท่านเจ้านายกังวลจริง ๆ ก็ไม่สู้หาทางยึดร่างคนเลี้ยงแกะที่รากกระดูกดีสักหนึ่งสองคน แล้วแอบเข้าไปในวังเทียนจีแห่งเป่ยหยวนก็เรียบร้อยไม่ใช่หรือ
“รอจนการบำเพ็ญสำเร็จแล้ว ค่อยสังหารร่างกายนี้เสีย วิญญาณก็จะได้กลับคืนสู่ร่างกายแท้จริงของตนเอง”
ได้ยินเช่นนั้น หยางฟานก็ส่ายหัว
“อย่างนั้นไม่ได้ กายเนื้อก็คือสิ่งที่ข้าต้องบ่มเพิ่มอีกทั้งยังทิ้งกายเนื้อไว้ที่ๆ ไร้ผู้ดูแล หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาคงจะยุ่งยากเป็นแน่”
