“ท่านปู่ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว!”
เด็กหญิงพุ่งเข้าซบอกท่านปู่ ทั้งปู่กับหลานชานชลน้ำตาร่วมกันครึกเป็นสุข
หยางฟานยิ้มบาง ดึงพิษเยือกแข็งเก็บลงขวดเคลือบ แล้วเก็บเข็มเงินกลับอย่างระมัดระวัง
“ขอบพระคุณท่านกงจื่อ!”
เมื่อเห็นหยางฟานเสร็จกิจ ชายชราพลันทรุดลงเอาหัวคำนับเสียฉับ
หยางฟานรีบช่วยพยุงร่างนั้นขึ้น
“เพียงเท่านี้พอท่านอาวุโส มิจำเป็นต้องทำบุญใหญ่ถึงเพียงนี้”
“ข้าก็เพียงช่วยกันคนละครึ่ง เห็นความอยุติธรรมย่อมต้องชี้เป็นชี้ตายตามทำนองคลองธรรม”
“แต่การช่วยนี้ข้าก็มิได้ช่วยเปล่า”
ชายชราตบอกสองข้างรัว ๆ
“ท่านกงจื่อต้องการสิ่งใด มีสิ่งใดก็แจ้งมาเถิด ตราบที่เรี่ยวแรงชั้นขุนยังพอจะทำได้ ย่อมเอาหัวจมูกสู้ให้เต็มกำลัง”
หยางฟานยิ้ม
“ข้ามิต้องการสิ่งใด เพียงสนใจผลไม้ชนิดที่ก่อพิษเยือกแข็งนั้น ไม่ทราบว่าพาข้าไปดูได้หรือไม่?”
เด็กหญิงไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ได้ ข้าจะพาท่านกงจื่อไป”
“แต่ท่านกงจื่อห้ามกินมั่วสิมั่วซังนะ”
มองแววตาเป็นห่วงเป็นใยของเด็กหญิง หยางฟานยิ้มแล้วลูบหัวนาง
“เจ้าวางใจเถิด ข้ารู้ทันท่วงที”
หยางฟานกล่าวสั่งโจวเผิง โจวเผิงจึงรีบเตรียมตัวทำหน้าที่องครักษ์คุ้มกันหยางฟานกับเด็กหญิง
เมื่อเห็นโจวเผิงผู้หน้าตาน่าเกรงขามถวายความเชื่อฟังหยางฟานเช่นนี้ ชายชราจึงโล่งอก หันไปมองหลานสาวของตน
“หลันหลัน ต้องพาท่านกงจื่อไปพบสมุนไพรนั้นให้พบ”
เด็กหญิงพยักหน้าแน่น
“ท่านปู่วางใจเถิด จะไม่มีเรื่องใดหรอก”
ผ่านการอยู่ร่วมกันช่วงนี้ หยางฟานทราบชื่อของชายชราเรียบร้อยแล้ว สกุลเสวีย นามเดิมว่าเหวิน
