เมื่อได้ยินโม่หยางกล่าวเช่นนั้น ซูเฟยเอ๋อร์ก็ไม่ได้รั้งรอ
"พี่โม่หยาง ถ้าอย่างนั้นท่านตั้งใจบำเพ็ญนะ พรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่!"
หลังจากซูเฟยเอ๋อร์พูดจบ นางก็หัวเราะร่าพลางหันกายเดินจากลานเล็กไป
โม่หยางเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากไม่หยุด สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง มองดูซูเฟยเอ๋อร์ที่เดินออกไปแล้วแท้ ๆ แต่กลับวกกลับมายืนพิงประตูลานโบกมือให้เขา รู้สึกไปทั้งตัวไม่ปกติ
"พี่โม่หยาง ข้าไปแล้วนะ!"
โม่หยางรีบผงกหัว จนกระทั่งในลานเล็กเงียบสงัดลงอย่างสิ้นเชิง เขาถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขาอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา หากซูเฟยเอ๋อร์เป็นเหมือนเมื่อก่อน เขายังรับมือได้ง่ายหน่อย แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางรับมือเลยจริง ๆ
ท่าทีผิดปกตินี้ ทำให้โม่หยางทำอะไรไม่ถูกมืดแปดด้าน
เขารีบเข้าไปในเรือน หันมือปิดประตูห้อง จากนั้นก็หลบเข้าไปในหอคอยหินฝึกปรือโอสถ
เพียงแต่โม่หยางคาดไม่ถึงว่า เพราะโอสถล้างไขกระดูกที่เขาให้กับซูเฟยเอ๋อร์ เพียงค่ำวันนั้น สำนักหลิงซวีก็อลหม่านพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินไปหมด...
...
หลังจากออกจากยอดเขาไม้ ซูเฟยเอ๋อร์ก็กลับไปยังยอดเขาหลัก จากนั้นอย่างรอไม่ไหวก็คว้าขวดโอสถธำรงโฉมนั่นกรอกเข้าปากรวดเดียวหมด
ไม่เพียงเท่านั้น ต่อจากนั้นนางยังกินโอสถล้างไขกระดูกหมดขวดอย่างเกลี้ยงเกลาเช่นกัน
ตอนอยู่บนยอดเขาไม้ ตอนที่โม่หยางพูดถึงสรรพคุณของโอสถล้างไขกระดูก ซูเฟยเอ๋อร์ไม่ได้ฟังเลย นางยังนึกว่าเหมือนโอสถธำรงโฉมคือบำรุงผิวพรรณ
หลังจากกินโอสถสองขวดลงไป เพียงไม่กี่ลมหายใจ นางก็รู้สึกไปทั้งตัวไม่ปกติ
สติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนราง ในร่างกายราวกับมีเพลิงลุกโชนไม่รู้จบ โอสถสามสิบเม็ดเต็ม ๆ เปลี่ยนเป็นพลังบ้าคลั่งสองกลุ่มพัดกระหน่ำทั่วร่างนาง
ต่อให้เป็นสองเม็ด ผู้บำเพ็ญทั่วไปก็ยากจะทนได้หากกินพร้อมกัน นับประสาอะไรกับสรรพคุณของโอสถทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
