โรงเรียนผิงจง ห้อง 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ช่วงพักเบรกพอดี ในห้องเรียนเสียงดังเอะอะโวยวาย เสียงอึกทึกซัดสาดเป็นระลอก
“พี่น้องทุกคน เมื่อกี้ฉันเดินผ่านห้องพักครู เห็นเจ้าเหมียวแก่กำลังคุยกับพี่สาวสวยคนหนึ่งอยู่ ข้างๆ ยังมีเด็กผู้หญิงอีกคน...” หัวหน้ากีฬาถือถุงขนมที่ซื้อมาจากร้านค้าของโรงเรียน เดินย่องๆ เข้ามาพูด
ข่าวนี้ราวกับน้ำเย็นกระเด็นใส่กระทะน้ำมันเดือด เปรี๊ยะพริ้ว ดึงความสนใจของทุกคนมาไว้ที่เขา
“พี่สาวสวย...? เล่าละเอียดหน่อยว่าสวยขนาดไหน”
“เด็กย้ายโรงเรียนเหรอ?”
“ย้ายมาห้องเราเลย เป็นลูกสาวนายกเทศมนตรีหรือลูกสาวมหาเศรษฐีกัน?”
ชุดนักเรียนของโรงเรียนผิงจงเป็นสีแดงสลับขาว ดูแล้วมงคลมาก
หัวหน้ากีฬายืนบนยกพื้น กระแอมเสียง “ทุกคน เงียบหน่อย ฟังผมแฉข่าวเด็ด”
เด็กกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะไม่เลิกพากันเงียบลง เงยหน้ามองเขา
คนนี้ดูเหมือนจะติดใจเป็นดารา เวลาถูกจ้องมองแบบนี้ ก็ยิ้มแบบพอใจ “เธอผอมมาก”
เงียบไปครู่หนึ่ง
“แล้วไงต่อ?”
“ไม่มีแล้ว” หัวหน้ากีฬาทำหน้างง “เธอก้มหน้าไว้ มีผมหน้าม้าแบบฝาชี ใครจะมองเห็นหน้าเธอชัดๆ ได้ ว่าแต่เสื้อผ้าดูถูกมาก ไม่น่าจะมีเส้นสาย”
“ห้องเราดูท่าจะไม่มีที่นั่งว่างแล้วนี่...”
“งั้นเธอก็จะต้องเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับท่านชายใช่ไหม?”
พอประโยคนี้ออกมา หลายคนก็พากันหันมองตำแหน่งพิเศษสุดท้ายแถวริมประตูพร้อมเพรียง
โต๊ะสองตัว ตัวติดทางเดินว่างมาเกือบปีแล้ว
ส่วนตัวติดกำแพงมีคนซบอยู่ เขาสวมปลั๊กหู เอาเสื้อนอกชุดนักเรียนรองใต้ข้อศอก ไม่แยแสต่อบรรยากาศที่จอแจเหมือนตลาดผักสักนิด ราวกับไม่ได้นอนมาแปดร้อยปี
สวี่จี้หยางที่นั่งโต๊ะหน้า อาศัยที่สนิทกับฉือซุ่ย เลยเอามือเขย่าข้อศอกเขา “ตื่น ตื่น”
ฉือซุ่ยไม่ขยับ
สวี่จี้หยางไม่ย่อท้อ ใช้ความมุ่งมั่นดั่งปู่อวี๋ย้ายภูเขา เขย่าข้อศอกเขาต่อ จนโต๊ะเริ่มสั่น วัยรุ่นคนนั้นถึงได้เงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขน
ผมดำยุ่งเหยิง กระดูกคิ้วแบบหน้าคมเข้มมีพลังมาก ตาสองชั้นเป็นรอยลึก ขนตาดำยาว สีตาก็เข้มมากเช่นกัน เพียงแต่ออกจะง่วงนิดๆ ดูไม่น่าเข้าใกล้
ท่าทางเขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เป็นความหงุดหงิดจากการถูกขัดจังหวะตอนครึ่งหลับครึ่งตื่น แทบอยากโยนระเบิดสักลูกให้คนนี้กระเด็นไป
“นี่มึงเป็นบ้าหรือเปล่า?”
“มึงกำลังจะมีเพื่อนร่วมโต๊ะแล้วนะ ดีใจมั้ย?”
สวี่จี้หยางยิ้มแบบเจ้าเล่ห์
ฉือซุ่ยชะงักไป “เพื่อนร่วมโต๊ะ?”
...
ในห้องพักครู
“งั้นเด็กบ้านเราต่อไปก็ต้องรบกวนอาจารย์เหมา ช่วยดูแลเอาใจใส่ด้วยนะคะ”
“พูดอะไรกันครับ นักเรียนจี้เรียนเก่งขนาดนี้ การที่ได้มาเรียนในห้องของผม เป็นเกียรติของผมต่างหาก”
ต้นเดือนกันยายนฤดูร้อน แสงอาทิตย์ตอนสิบโมงเช้าก็แสบร้อนมาก สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่เช็ดสะอาดเอี่ยม
ตำแหน่งที่จี้ซีเหวินยืนอยู่ตรงใต้หน้าต่างพอดี
เธอหรี่ตามอง ฟังอาสะใภ้จี้หรงกับครูประจำชั้นพูดยกยอกันไปมา
เสื้อยืดสีขาวเข้ารูปเผยให้เห็นไหล่บาง แขนใต้แขนเสื้อเรียวเล็กมาก โดยเฉพาะมือคู่นั้น ยาวบาง ราวกับมีหนังบางๆ ชั้นหนึ่งห่อหุ้มกระดูกไว้ สีผิวขาวอย่างกับหิมะ มองเห็นเส้นสีเขียวข้างใต้ชัดเจน
จนกระทั่งทั้งคู่ยกยอกันเสร็จ
จี้หรงตบไหล่จี้ซีเหวินเบาๆ “บ่ายเลิกเรียนเดี๋ยวป้ามารับนะ หนูไปตามอาจารย์เหมาเข้าห้องเรียนทำความรู้จักก่อน”
“ค่ะ” จี้ซีเหวินพยักหน้า
เสียงออดเรียนดังขึ้นแล้ว มองออกไปนอกหน้าต่างทางเดิน มีแค่ไม่กี่คนในโรงเรียน
ห้อง 2 ชั้นม.5 อยู่สุดทางเดิน ใกล้ระเบียงเล็ก ห่างไปสองห้องเรียนก็ได้ยินเสียงเอะอะข้างใน ทำให้นึกถึงตลาดนัดในเมืองที่ต่างจังหวัด
เจ้าเหมียวแก่ก็ได้ยินเสียงนี้ชัดเจน
เมื่อกี้เขาพึ่งบอกในห้องพักครูว่าห้องของตนเป็นห้องที่มีระเบียบวินัยดีที่สุดของโรงเรียน ไม่ถึงสิบนาทีก็ถูกตบหน้า
สีหน้าเขียวปั๊ด เหมือนผักกาดหอมยักษ์ เดินพรวดเข้ามาในห้องด้วยอารมณ์เดือด ด่าเด็กพวกนั้นว่า “นี่มันกี่โมงแล้ว พวกเธอไม่มีสำนึกเรื่องเวลาเลยหรือไง? ครูเพิ่งเดินเข้ามาในทางเดิน ห้องเราเสียงดังที่สุดเลยนะ”
“เดือนที่แล้วตอนประชุม ผอ.ยังบอกเลยว่าห้องเราต้องมีสอบติดมหาวิทยาลัยชิงเป่ยได้อย่างน้อยห้าคน ครูก็ตั้งปณิธานไว้อย่างหนักแน่น พอมาดูวันนี้ ไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย ถ้ามีใครสอบติดได้สักคน ครูคงต้องไปไหว้พระขอพรที่วัดนอกเมือง”
ในห้องเงียบกริบในพริบตา ทุกคนก้มหน้าจ้องหนังสือของตัวเอง ดูขยันมาก
เจ้าเหมียวแก่อารมณ์ดีขึ้นบ้าง หันไปเรียกจี้ซีเหวินเข้ามา “ห้องเรามีเพื่อนใหม่มาเรียนด้วยกัน ทุกคนต้อนรับหน่อยครับ”
จี้ซีเหวินยืนใกล้ยกพื้น มองลงไปข้างล่างแวบหนึ่ง
แตกต่างจากโรงเรียนมัธยมเก่าๆ ซอมซ่อในอำเภอเล็กๆ ที่เธอเคยเรียนโดยสิ้นเชิง
โต๊ะเรียนสีฟ้าอ่อนใหม่เอี่ยมกว้างใหญ่ ไม่ใช่โต๊ะไม้เก่าๆ ที่ตกทอดกันมาจนบิ่นเป็นหลุม ที่นี่ทุกคนใส่ชุดนักเรียน ดูมีชีวิตชีวากันทั้งนั้น บนโต๊ะสะอาดเป็นพิเศษ ไม่มีที่กั้นหนังสือบังสายตา
“สวัสดีคะ หนูชื่อจี้ซีเหวิน”
“จี้ จากฤดูกาล ซีเหวิน จากคำว่า ‘เสียงระฆังในยามเที่ยง’ ค่ะ”
เข้าป่าลึกเห็นกวาง ดั่งยามเที่ยงไร้เสียงระฆัง
เด็กสาวดูขี้อาย แต่ตอนแนะนำตัวกลับดูสง่างาม
“ชื่อเพื่อนใหม่เพราะจังเลยนะ”
สวี่จี้หยางหันไปพูดกับฉือซุ่ย
ฉือซุ่ยเคืองเรื่องที่ปลุกเขา จึงพลิกข้อสอบไปมาอย่างไม่แยแส หยิบปากกาดำจากที่ใส่ปากกา วงข้อบนข้อสอบไปทีหนึ่ง
เจ้าเหมียวแก่ชี้ที่ว่างแห่งเดียวในห้อง พูดว่า “เธอไปนั่งตรงนั้นก่อนแล้วกัน หลังจากนี้สอบเสร็จจะจัดที่นั่งใหม่”
จี้ซีเหวินมองตามโดยสัญชาตญาณ
แค่แวบเดียวก็เห็นวัยรุ่นที่ติดกำแพง
คนนั้นก้มหน้าเขียนข้อสอบ ผู้ชายที่นั่งโต๊ะหน้าหันไปคุยกับเขา เขาก็แค่พยักหน้าอย่างเย็นชาผ่านๆ
ไม่กี่อึดใจต่อมา จี้ซีเหวินกำสายกระเป๋าหนังสือแน่น แล้วพยักหน้า
เดินผ่านทางเดินยาว เธอยืนที่แถวสุดท้าย ลากเก้าอี้ออกมานั่ง
ตลอดกระบวนการ เด็กหนุ่มข้างๆ ดูเหมือนจะขี้เกียจจนไม่ยอมมองเธอสักแวบ กำลังคิดเลขในกระดาษทด
ใกล้ถึงเวลาเรียน เจ้าเหมียวแก่ไปแล้ว
หลายคนข้างหน้าแอบหันมามองจี้ซีเหวิน สายตาเหล่านั้นซ่อนความอยากรู้อยากเห็น
จี้ซีเหวินนิ่งมาก ชินเสียแล้ว
เธอเอาซองปากกากับหนังสือเรียนออกจากกระเป๋า ได้กลิ่นอายหอมสดชื่นเย็นๆ จากตัวเด็กหนุ่มจางๆ
จี้ซีเหวินผ่านโลกมาน้อย เธอดมไม่ออกว่ามันคือกลิ่นอะไรแน่
ได้แต่บรรยาย
มันเหมือนหมอกยามเช้าบนภูเขา กลิ่นหอมของน้ำค้างที่หยดลงบนใบไม้ กลิ่นไม้จางๆ ผสมความเย็นของละอองหมอก
เทียบกับท่านั่งตรงของเธอแล้ว ฉือซุ่ยเหมือนคนพิการครึ่งท่อน
ทั้งตัวเหมือนทุ่มน้ำหนักทั้งหมดให้เก้าอี้ ขายาวงอขึ้น แสงบางๆ จากนอกหน้าต่างส่องให้เห็นโครงหน้าชัดเจน
ส่วนคนนั่งข้างหน้าเขาหันมามองจี้ซีเหวินสำรวจแวบหนึ่ง เหมือนแค่อยากรู้
“เพื่อนจี้ เมื่อก่อนเรียนโรงเรียนไหน? ฟังสำเนียงไม่เหมือนแถวนี้เลย”
จี้ซีเหวินตอบคลุมเครือ “บ้านฉันอยู่ทางเหนือ พ่อแม่ย้ายงานมา”
สวี่จี้หยางพยักหน้า ไม่ถามต่อ ได้แต่ยิ้ม
เขามีเขี้ยวเล็กๆ น่ารักมาก
-
【คู่มือการอ่าน】
1. สาวน้อยเฉื่อยชาหวานซึ้ง VS หนุ่มปากแข็งซึนเดเระ คู่รักแนวรักบริสุทธิ์เหนือระดับ ไม่มีมือที่สามหรือแฟนเก่าใดๆ (พระเอกช่วงแรกออกแนวถือตัวเล็กน้อย ช่วงหลังเริ่มขลาด)
2. ปฏิเสธการคีวาย: ห้ามพาดพิงถึงนักเขียนและหนังสือเรื่องอื่น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน (การขอโทษหลังคีวายก็ไม่ได้)
3. ปฏิเสธการกล่าวหาว่าลอกโดยไม่มีหลักฐาน อย่านำความเสื่อมเสียมาให้ตัวเอง เรื่องนี้ฉันเขียนบทเปิดเรื่องไปสิบเวอร์ชัน นิยายวัยรุ่นโรงเรียนก็มีพล็อตวนไปวนมาแค่นั้นแหละ ถ้าคุณยืนกรานมาก โปรดยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านระบบอย่างเป็นทางการของมะเขือเทศ (การใส่ร้ายแค่ปากเปล่า แต่การแก้ข่าวต้องวิ่งขาขาด)
4. ตัวละครบนปกไม่ใช่ดีไซน์เฉพาะ ชนกันถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครลอกใคร