อันอิ่งเดินเข้าบ้าน
แม่อันเงยหน้าขึ้นทันที “ไปเยี่ยมพ่อมาแล้วหรือยัง”
อันอิ่งตอบอย่างสงบนิ่ง “ยังค่ะ”
สีหน้าแม่อันเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ทำไมถึงไม่ไปเยี่ยมพ่อ”
อันอิ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “งานยุ่งค่ะ”
“อกตัญญู” พี่สาวส่ายหน้าอยู่ข้าง ๆ
อันอิ่งมองแม่แล้วถามกลับ “เมื่อก่อนแม่กับพ่อก็พูดกับฉันแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ฉันพูดแบบนี้บ้างแล้วมีปัญหาอะไร”
ตอนแม่ป่วย แม่ก็ต้องให้พี่เลี้ยงดูแล
ตอนนี้พ่อป่วย ก็มีคนดูแลเหมือนกัน
ผิดตรงไหนหรือ
“มันจะเหมือนกันได้ยังไง แกทำงานอะไรอยู่” พี่ชายคนโตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดเยาะเย้ย “เป็นหมาให้จางรั่วสุ่ยหรือไง”
อันอิ่งหันไปจ้องพี่ชายคนโต “เลขาฯ บอกฉันว่า เพื่อให้ได้สัญญาจากรัฐบาลงานนั้น แกอยากได้พื้นที่ในงานแสดงสินค้า ถึงกับวิ่งไปบริษัทของรั่วสุ่ย พูดไม่หยุดว่าตัวเองเป็นพี่ชายฉัน ขอให้รั่วสุ่ยช่วยฝากฝังให้”
สีหน้าพี่ชายอันเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับม่วงทันที
“แกอยากเป็นหมาก็เรื่องของแก แต่รั่วสุ่ยไม่สนหรอก” อันอิ่งพูด
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้หรอก เธอรู้จักจางรั่วสุ่ยมาตั้งแต่เด็ก มีเส้นสายใหญ่โตขนาดนี้แต่กลับไม่ใช้ ถ้าเขาไม่ได้เห็นเธอเป็นหมา แล้วเห็นเป็นอะไรล่ะ ถ้าเป็นเพื่อนกันจริง ตอนบริษัทที่บ้านมีปัญหา ทำไมเขาไม่ช่วย” พี่สาวพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่ ตอนนั้นจางรั่วสุ่ยมาที่บ้าน พ่อดูแลเขาดีแค่ไหน! แต่หลังจากพ่อป่วย เขาไม่เคยมาเยี่ยมสักครั้งเลยใช่ไหม” พี่ชายคนโตพูดคล้อยตาม พริบตาเดียวก็กลับมาวางท่าได้อีก
“พูดง่าย ๆ ก็คือเขาดูถูกเธอ ถึงได้ดูแคลนครอบครัวเธอด้วย เข้าใจไหม”
อันอิ่งหันไปมองพี่สาว “ได้ข่าวว่าเธอเอาชื่อฉันไปอ้าง ถึงกับไปขอเงินลงทุนจากคุณเชิ่งเลยเหรอ”
พี่สาวไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอพยักหน้าตอบ “ใช่ แล้วมันทำไม คุณเชิ่งกับจางรั่วสุ่ยเป็นคู่รักกัน เธอก็เป็นเพื่อนกับจางรั่วสุ่ย ฉันไปขอคุณเชิ่งแล้วมันผิดตรงไหน”
อันอิ่งมองเธอโดยไม่พูดอะไรสักคำ
พี่สาวถูกจ้องจนขนลุก “มองฉันแบบนั้นทำไม”
พูดจบก็หันไปบ่นกับแม่อันทันที “แม่ดูเธอสิ ตอนเด็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้ ชอบเงียบแล้วจ้องคนอื่น ตอนนี้ยิ่งหนักกว่าเดิมอีก ผู้หญิงที่ไหนเขาทำตัวแบบนี้กัน”
