พวงกุญแจทองเหลืองพวงหนึ่งถูกโยนลงบนโต๊ะ ส่งเสียงทึบดังปึง
“พินัยกรรมของปู่เขียนไว้ชัดเจนแล้ว หนี้ปู่หลานต้องรับ” พ่อของเจียงโฉ่วบี้บุหรี่ แล้วมองเจียงโฉ่ว “ถ้านายไม่รับเร้วนี้ไว้ สัปดาห์หน้าพวกทวงหนี้ก็จะมาถึงบ้าน”
เจียงโฉ่วจ้องกุญแจทองเหลืองเก่าคร่ำคร่านั้น เงียบงัน
……
เมื่อสามวันก่อน เขายังขี่จักรยานไฟฟ้าพัง ๆ ตระเวนไปทั่วเซี่ยงไฮ้ ฝ่าอากาศร้อนสามสิบแปดองศาส่งอาหาร แต่กลับถูกลูกค้าประหลาดร้องเรียนจนต้องควักเงินจ่ายเองไป 232 หยวน จากนั้นพ่อก็โทรมา เขานึกว่าคราวนี้จะเป็น “หมาป่ามาแล้ว” อีกครั้ง
คราวก่อนก็ใช้ถ้อยคำชวนขวัญผวาแบบเดียวกัน “ใกล้ไม่ไหวแล้ว” “รีบกลับมาเร็ว”
นั่นเป็นครั้งที่เจียงโฉ่ววิ่งเร็วที่สุดในชีวิต เขาซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวเช้าสุดของคืนนั้น ระหว่างทางก็คิดถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดสารพัด กระทั่งคำกล่าวในงานศพก็เตรียมไว้ในหัว น้ำตาไหลไปครึ่งชั่ง
แต่พอกลับถึงบ้านเกิดและผลักประตูห้องผู้ป่วยโรงพยาบาลประจำอำเภอเข้าไป ปู่ของเขากลับนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง สีหน้ากระปรี้กระเปร่า กำลังเคี้ยวซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตที่พ่อซื้อมาให้ ปากมันเยิ้มไปหมด
“อ้าว เสี่ยวโฉ่วมาถึงแล้วหรือ” ชายชราเห็นเขาก็ยิ้มจนเห็นฟันเหลืองเต็มปาก
ตอนนั้นเจียงโฉ่วยืนอยู่หน้าประตูห้องผู้ป่วย มองชายชราผมขาวที่กินซาลาเปาได้รวดเดียวสามลูก แล้วฝืนกลั้นน้ำตากลับไป เขาโยนกระเป๋าเดินทางลงพื้นโดยไม่พูดสักคำ ก่อนนั่งลงข้างเตียงและสูดหายใจลึกอยู่ถึงห้านาที กว่าจะยั้งปากไม่ให้ด่าออกมาได้
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น อาการของปู่ก็ดีขึ้นวันแล้ววันเล่า ท้ายที่สุดยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง เดินไปส่งเขาขึ้นรถทัวร์กลับเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง
แต่ครั้งนี้ พอผลักประตูห้องผู้ป่วยเข้าไป เตียงกลับว่างเปล่า ผ้าห่มพับไว้อย่างเรียบร้อย
พ่อนั่งอยู่ตรงขอบเตียง มือกำใบเสร็จค่ารักษาไว้ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“พ่อ……” เจียงโฉ่วกลืนน้ำลาย เสียงสั่นเล็กน้อย “ปู่ล่ะครับ ไปซื้อซาลาเปาอีกแล้วหรือ”
พ่อหันมา ขอบตาแดงก่ำ เขามองเจียงโฉ่วอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ “ไปอยู่ด้านหลังแล้ว ห้องเก็บศพ”
ในหัวเจียงโฉ่วมีเสียงดังหึ่ง คราวนี้หมาป่ามาจริง ๆ แล้ว
“จากไปอย่างสงบ ไม่ต้องทรมานมาก” เจียงหวยหยวนตบบ่าลูกชาย แรงมือหนักอยู่สักหน่อย “กลับบ้านกันเถอะ ยังต้องจัดงานศพ”
งานศพจัดอย่างเรียบง่าย ตระกูลเจียงไม่มีญาติร่ำรวย ปู่เองก็ไม่มีเพื่อนเป็นหลักเป็นแหล่งในตัวอำเภอ คนที่มาร่วมไว้อาลัยนอกจากญาติ ๆ แล้ว ก็มีชายชราหญิงชราท่าทางลึกลับชวนพิกลอีกไม่กี่คน
เจียงโฉ่วสวมชุดไว้ทุกข์ ราวกับหุ่นเชิดที่มีคนชักสาย พบใครก็ต้องคำนับและยื่นบุหรี่ให้ สามวันเต็มจนหัวเข่าฟกช้ำ คอแหบแห้ง วันเคลื่อนศพมีฝนตกปรอย ๆ
ยามเย็น เจียงโฉ่วกับพ่อนั่งสูบบุหรี่เงียบ ๆ อยู่ในลานบ้านเก่า “พ่อครับ ก่อนปู่จากไปได้ฝากอะไรไว้ไหม” เจียงโฉ่วเคาะขี้บุหรี่ออก แล้วถามเสียงเบา
พ่อหยิบถุงพลาสติกออกจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ค่อย ๆ คลี่ออกทีละชั้น ดวงตาเจียงโฉ่วเป็นประกาย สมุดบัญชีเงินฝาก? โฉนดบ้าน? หรือทองคำแท่งประจำตระกูล?
……
“ปู่จากไปกะทันหัน ไม่ได้ฝากฝังอะไรไว้มาก” พ่อเลื่อนของชิ้นนั้นมาตรงหน้าเจียงโฉ่ว “แค่กำชับว่ากุญแจพวงนี้ต้องส่งให้นายคนเดียว”
“นี่มันอะไรครับ” เจียงโฉ่วหยิบกุญแจทองเหลืองเก่าคร่ำขึ้นมา รู้สึกว่าถ้าออกแรงอีกนิดคงหักได้
“เร้วเก่า ๆ บนไหล่เขาชุยเหวย ชานเมืองทางตะวันตกของฉีหยุนไง ปู่ใช้เวลาครึ่งชีวิตหมดไปกับที่นั่น” น้ำเสียงของพ่อฟังดูซับซ้อน
เจียงโฉ่วชะงักไป เขานึกขึ้นได้แล้ว ตอนเด็ก ๆ เขาไปเล่นที่นั่นบ่อยจริง ๆ เป็นเร้วเล็ก ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่ออย่างเป็นทางการ เรียกว่าอะไรนะ……เร้วหนึ่งกวน
ในความทรงจำของเจียงโฉ่ว ที่นั่นเป็นเพียงลานเก่า ๆ ที่ล้อมด้วยบ้านหลังคากระเบื้องอยู่ไม่กี่หลัง ในลานมีต้นท้อกับต้นไหว ตอนเด็กเขาซุกซน ชอบเข้าไปจับจิ้งหรีดในเร้ว
สมัยนี้พระขับรถปอร์เช่ นักพรตขายยันต์ราคาแพงลิบ แต่ปู่ของเขาเป็นข้อยกเว้น เร้วหนึ่งกวนไม่เก็บค่าเข้าชม เงินธูปเทียนแล้วแต่ศรัทธา บางครั้งแอปเปิลบนโต๊ะบูชายังถูกลิงป่าบนเขาขโมยไปด้วยซ้ำ
“ให้ที่พัง ๆ นี่มาทำไมครับ เอาไปแลกค่ารื้อถอนได้หรือไง” เจียงโฉ่วถามอย่างงุนงง “รื้อบ้าอะไร นั่นเป็นเขตคุ้มครองของกรมป่าไม้” พ่อหัวเราะเยาะ “ปู่บอกว่าของในเร้วเป็นของนายทั้งหมด แต่แลกกับการที่นายต้องรับหนี้ของเร้วด้วย”
จู่ ๆ เจียงโฉ่วก็รู้สึกถึงลางร้าย “หนี้อะไรครับ ค่าซ่อมหลังคารั่วหรือ”
“ไม่ใช่” พ่อคลำเจอใบแจ้งทวงหนี้ยับย่นจากก้นถุงพลาสติก “สองปีก่อน ปู่แกจะขยายและตกแต่งโถงใหญ่ให้ได้ ยืนกรานว่าฮวงจุ้ยดีแล้วจะเรียกทรัพย์ เลยไปกู้เงินมา รวมดอกเบี้ยแล้วก็ไม่มาก”
พ่อชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว “สองหมื่น?” เจียงโฉ่วถอนหายใจโล่งอก พ่อส่ายหน้า “สองแสนห้าหมื่น”
“เชี่ย!” บุหรี่แดไท่ซานครึ่งมวนที่คีบอยู่ระหว่างนิ้วของเจียงโฉ่วหล่นลงไปตรงเป้ากางเกง ลวกจนเขากระโดดโหยง “สองแสนห้าหมื่น?! ตาแก่เจ็ดสิบกว่าอย่างปู่เอาอะไรไปจำนองกันล่ะครับ”
“ก็เร้วเก่า ๆ นั่นแหละ” พ่อแบมืออย่างจนใจ “พินัยกรรมของปู่เขียนไว้ชัดเจนแล้ว หนี้ปู่หลานต้องรับ ถ้านายไม่รับ เร้วนั้นก็จะถูกพวกทวงหนี้ยึดไปในอีกไม่กี่วัน”
เจียงโฉ่วมองกุญแจบนโต๊ะ จมอยู่ในความเงียบเนิ่นนาน
ตอนอายุเจ็ดขวบ แม่จากไปอย่างกะทันหัน วันงานศพเขาร้องไห้จนแทบขาดใจ ตัวหดงอเป็นก้อนเหมือนลูกไก่ที่เปียกฝน
เขาจำได้ว่าตัวเองซุกหน้าอยู่ในอ้อมกอดปู่ มือกำเสื้อนักพรตเนื้อหยาบจนบาดมือ ร้องไห้จนเสียงแหบ
ปู่เพียงใช้มือที่เต็มไปด้วยหนังด้านลูบหลังเขาเบา ๆ
ลูบอยู่นานมาก นานเหลือเกิน
จนเจียงโฉ่วร้องไห้แทบหายใจไม่ทัน ปู่จึงเอ่ยเสียงเบาว่า
“เสี่ยวโฉ่วเอ๋ย ชีวิตคนเรามีทั้งทุกข์ทั้งสุข บางอย่างฟ้ากำหนดไว้ บางอย่างคนเราก็หามาใส่ตัวเอง”
จนถึงตอนนี้เจียงโฉ่วก็ยังเข้าใจคำพูดนั้นเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ จำได้แค่ว่าเสื้อนักพรตเนื้อหยาบตัวนั้นอบอุ่นมาก
“เฮ้อ……”
