“ฉันก็มีด้วยเหรอ?”
“ถ้าอยากเอาหนังผืนนั้นไปขายเอาเงิน ก็ถือว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน”
“พูดอะไรอย่างนั้น เงินแค่นี้ ตอนนี้พี่ฟางไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก”
เฉินฟางพุ่งเข้าไปอุ้มลู่เทียนเทียนขึ้นสูง
เด็ก ๆ หลายคนเห็นดังนั้นก็พากันล้อมเข้ามาปรบมือ
“โอ้โห พ่ออุ้มน้าสามขึ้นมาแล้ว!”
“พ่อเก่งจังเลย!”
“บินแล้ว ๆ”
จู่ ๆ ลู่เทียนเทียนก็ถูกยกขึ้นกลางอากาศ เธอชะงักไปก่อน จากนั้นใบหน้าก็แดงก่ำทันที
“รีบวางฉันลงเลย เด็ก ๆ มองอยู่นะ”
“เด็ก ๆ ดูแล้วมีความสุข พี่อุ้มก็มีความสุขเหมือนกัน”
ถึงปากจะพูดอย่างนั้น แต่เฉินฟางก็หมุนตัวสองรอบก่อนจะวางลู่เทียนเทียนลง
หลินซิ่วซิ่วได้ยินเสียงจากข้างนอก จึงชะโงกหน้าออกมาจากครัว
พอเห็นเฉินฟางอุ้มลู่เทียนเทียนขึ้นมา แววตาของหลินซิ่วซิ่วก็เผยความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย
เธอเดินเข้าไปในครัว บ่นกับอู๋เสวี่ยเหมยที่นั่งก่อไฟอยู่หน้าเตา
“พี่เหมย พวกเราสองคนทำกับข้าวให้ทุกคนอยู่ข้างใน ส่วนสองคนนั้นดีเหลือเกิน บินเครื่องบินกันแล้ว”
“สองวันนี้เทียนเทียนทำหมวกก็เหนื่อยไม่น้อย หลายครั้งที่ฉันตื่นกลางดึกแล้วเห็นไฟในห้องเธอยังสว่างอยู่เลย”
“ก็จริง ฝีมือของเทียนเทียนดีจริง ๆ เมื่อกี้ฉันเห็นหมวกบนหัวเด็ก ๆ พวกนั้นแล้ว ประณีตกว่าที่ซื้อมาเสียอีก”
พอคิดถึงเรื่องนี้ ความขุ่นเคืองของหลินซิ่วซิ่วก็ลดลงไปมาก
แต่แล้วเธอก็กลับมาขุ่นเคืองเฉินฟางอีกครั้ง
“ฮึ พวกเราสามพี่น้องอยู่บ้านคอยจัดการทุกอย่าง ส่วนผู้ชายเฮงซวยคนนั้นก็เที่ยวแวะไปบ้านคนโน้นคนนี้ทุกคืน”
