เคยมีคนพูดกับเหยียนโส่วอีว่า “สถานีรถไฟเป็นพยานให้กับจุมพิตที่จริงใจมากกว่าสถานที่จัดงานแต่งงาน ส่วนโรงพยาบาลก็ได้รับฟังคำอธิษฐานมากกว่าโบสถ์”
เวลานี้เหยียนโส่วอีรู้สึกซาบซึ้งกับคำพูดนั้นอย่างลึกซึ้ง
ภายในโรงพยาบาลมีญาติผู้ป่วยวิ่งวุ่นกันอยู่ทั่ว ใบหน้าเหนื่อยล้า พวกเขาจ่ายเงินและต่อแถวอย่างชาเฉย เพียงหวังให้ชีวิตของคนที่รักยืนยาวต่อไป
ส่วนผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียง แววตากลับไร้แสงสว่าง เหลือเพียงการยื้อชีวิตอย่างรวยริน แม้แต่เรี่ยวแรงจะดิ้นรนก็แทบไม่มี
เหยียนโส่วอีรู้สึกโชคดีที่ตอนคุณปู่เสียชีวิต ทั้งปู่และหลานได้กลับไปยังบ้านเก่าในหมู่บ้านเฉินจา คุณปู่จากไปอย่างสงบ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากนัก
“ข้างหน้าคือห้องผู้ป่วยของเฉินต้าเหวย” หวงไห่นำทาง พร้อมชี้ไปยังหัวมุมด้านหน้า
แต่ยังไม่ทันไปถึงหัวมุม ทั้งสามก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย
“ผมบอกแล้วไงว่าผมมีเงิน แค่ต้องใช้เวลาอีกหน่อย ตอนนี้อาจารย์ผมอาการเป็นตายเท่ากัน ถ้าออกจากไอซียูก็ต้องตาย พวกคุณไม่ใช่หมอที่มีหน้าที่ช่วยชีวิตคนหรือไง ทำไมถึงยืนดูคนตายต่อหน้าได้!”
“โรงพยาบาลก็มีระเบียบของโรงพยาบาล คุณค้างค่ารักษามาสามวันแล้ว อาการของเขาคุณก็รู้ดี พวกเราหมดหนทางจริง ๆ แทนที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ สู้ยกเตียงให้คนที่จำเป็นกว่าจะไม่ดีกว่าหรือ”
“อย่าพูดให้ฟังดูดีนักเลย อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าพวกคุณแค่อยากไล่พวกเราไป แล้วยกเตียงให้ดาราที่ชื่อตงซีคนนั้น เขาแค่ถลอกนิดเดียวเอง จำเป็นต้องเข้าไอซียูด้วยหรือ!”
เมื่อเหยียนโส่วอีกับคนอื่นเดินพ้นหัวมุมไป ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับหมอและพยาบาลอยู่หน้าห้องผู้ป่วยของเฉินต้าเหวย
นอกจากคนสองกลุ่มนั้น ในโถงทางเดินยังมีหนุ่มสาวแต่งตัวทันสมัยยืนอยู่กลุ่มหนึ่ง หนึ่งในนั้นย้อมผมสีเขียว ใบหน้าโบกแป้งไว้ไม่รู้กี่ชั้น คนอื่น ๆ ล้อมเขาไว้ราวกับดวงดาวโอบล้อมดวงจันทร์ ราวกับกลัวว่าเขาจะโดนลมพัดจนเป็นหวัด
สิ่งที่ทำให้เหยียนโส่วอีประหลาดใจคือ เขารู้จักชายหนุ่มที่กำลังเผชิญหน้ากับหมอคนนั้น
เขาคือคู่ทุกข์คู่ยากที่ถูกจับไปด้วยกันเมื่อคืนก่อน หลงเฟยเฉิงนั่นเอง!
