ผ้าห่มเป็นค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ครอบครัวของพี่สองขาดเครื่องนอนจริง ๆ ก่อนแม่จะเอ่ยปากก็ถามความเห็นเธอก่อน เท่ากับให้เกียรติเธอเต็มที่แล้ว ถ้าเธอขัดขวางกลับจะดูไร้น้ำใจ
ที่สำคัญที่สุดคือ กำไลที่มีตู้มิติซ่อนอยู่ในสินสอดของแม่ เธอต้องได้มันมาให้ได้
“ได้สิ” เธอยกมุมปากขึ้น “พี่สองกับครอบครัวต้องการจริง ๆ ของที่ควรซื้อก็ซื้อเถอะ”
หว่างคิ้วของหวังกุ้ยหลานคลายลงทันที “ดี ดี หนูรู้ความจริง ๆ งั้นบ่ายนี้แม่จะไปร้านขายของที่รัฐคุมราคา ซื้อผ้ากับฝ้ายมา ตอนนี้ยังพอมีของอยู่”
หลินจื้ออวี้พยักหน้าแล้วกลับเข้าห้อง
หลินเจ๋ออวี่ได้ยินเสียงเธอปิดประตู จึงถามว่า “แม่เรียกพี่ไปทำไม”
“คุยเรื่องซื้อผ้าห่มให้ครอบครัวพี่สอง”
เขาหยุดเขียนแล้วหันมา “ซื้อผ้าห่มเหรอ ทำไมต้องซื้อด้วย”
“พวกเขาไม่มีฟูก เด็ก ๆ หนาวตอนกลางคืน”
“หนาวก็ใส่เสื้อเพิ่มอีกสักสองตัวสิ” หลินเจ๋ออวี่เบ้ปาก “ทั้งครอบครัวกลับมาก็เบียดกันจะแย่อยู่แล้ว ยังจะใช้เงินบ้านเราซื้อเครื่องนอนใหม่ให้พวกเขาอีก
พี่สะใภ้พูดถูกแล้ว ครอบครัวนี้กลับมาก็เป็นภาระชัด ๆ...”
ในใจหลินจื้ออวี้ก็คิดแบบนั้น แต่พูดออกมาแบบนั้นไม่ได้
“พูดจาให้รู้จักระวังคำพูดบ้าง”
หลินเจ๋ออวี่อ้าปากค้าง เมื่อสบเข้ากับดวงตาดอกท้อของพี่สาว ยามไม่ยิ้ม ดวงตาคู่นั้นก็ฉายประกายเย็นใส ท่ามกลางความอ่อนโยนกลับแฝงนัยที่ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
เขากลืนคำพูดลงคอ แล้วหันกลับไปทำโจทย์ต่อ
ในห้องรับแขก หวังกุ้ยหลานเดินออกมาจากห้อง ในอ้อมแขนกอดม้วนผ้าเก่าที่ห่อเงินเอาไว้ เธอยิ้มให้หลินว่านเหอ
“ว่านเหอ บ่ายนี้แม่จะไปร้านขายของที่รัฐคุมราคา ซื้อผ้ากับฝ้ายมาทำผ้าห่มใหม่ให้ลูกสองผืน รับรองว่านอนสบาย ไม่ต้องทนนอนบนที่ขรุขระอีก”
หลินว่านเหอชะงักไป “แม่...ไม่ต้องเสียเงินหรอกค่ะ พวกหนูพอทนไปก่อนได้”
