ชิวอิ๋งอิ๋งกับกวนจวเอ๋อร์ปิดประตูแล้วมองหน้ากันยิ้ม ๆ ก่อนกระดาษห่อช็อกโกแลตถูกแกะออก แล้วทั้งคู่ก็ร้อง “ว้าว” พร้อมกัน
สองสาวถือช็อกโกแลตนั่งลงบนโซฟา ชิวอิ๋งอิ๋งพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ช็อกโกแลตนี่ดูน่ากินจัง แล้วโดนัทของพวกเราจะไปยืนตรงไหน!”
พูดจบก็เหวี่ยงโดนัทบนโต๊ะไปข้าง ๆ กวนจวเอ๋อร์หยิบมือถือออกมาสแกนพร้อมพูดว่า “ขอเช็กหน่อยนะ”
เมื่อเห็นราคาขายหนึ่งพันห้าสิบบนหน้าจอ ชิวอิ๋งอิ๋งก็จ้องช็อกโกแลตในมือด้วยความตะลึงว่า “ช็อกโกแลตระดับมาสเตอร์… พี่น้องคู่นี้ใจดีเกินไปแล้ว”
พอกินเข้าไปแล้ว ชิวอิ๋งอิ๋งพูดเพราะปากยังเคี้ยวไม่หมดว่า “กวนกวน อร่อยมากเลยเนี่ย ว่าไง เพื่อนบ้านพวกนี้ทำอะไรกันนะ ดูเสื้อผ้าสองคนนั้นก็ธรรมดานะ แต่ใส่แล้วดูมีคลาสจริง ๆ”
กวนจวเอ๋อร์คิดสักครู่แล้วตอบว่า “แบรนด์ที่ฉวีเหลียนอิงใส่ฉันจำไม่ได้ แต่ลูกฟูกบนกระเป๋าของฉวีเสี่ยวเซียนน่ะของเฟนดี แม่ฉันมีกระเป๋าแบรนด์นี้ แพงมาก แต่เขาใจดีให้เราช็อกโกแลตดีขนาดนี้ ของอย่างอื่นก็ต้องไม่ถูกแน่ ๆ”
ชิวอิ๋งอิ๋งกลืนช็อกโกแลตลงคอแล้วถอดถอนว่า “จบแล้วจบแล้ว หนุ่มรวยหล่อกับสาวรวยสวยของแท้ ตอนนี้ฉันแอบอิจฉาเขาเต็มทน แต่เกลียดไม่ลง ฉันไม่มีความหวังอะไรจริง ๆ เลย ช็อกโกแลตแค่กล่องก็ซื้อใจฉันได้แล้ว”
กวนจวเอ๋อร์กินไปพูดไปว่า “จริงด้วย ตอนขึ้นบันไดเมื่อกี้ ได้ยินเขาคุยถึงฉันก็โมโหมากเลยนะ แต่ตอนนี้เห็นสองพี่น้องนี้ใจดีขนาดนี้ ก็ถือว่าคนเขาดีอยู่เหมือนกัน”
ในห้องของฉวีเสี่ยวเซียน คุณพ่ฉวียังพูดไม่หยุดปาก “โอ๊ย ห้องเล็กจะตายอยู่แล้ว โครงสร้างก็ไม่ดี แสงกับเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ผ่าน!”
เห็นไม่มีใครสนใจ ฉวีก็เอ่ยขึ้นเองว่า “เหลียนอิง เสี่ยวเซียน พ่อตกแต่งบ้านวิลล่าไว้ให้สองคนพร้อมแล้ว ย้ายไปอยู่ที่นั่นเถอะ ไม่งั้นก็กลับไปอยู่บ้าน บ้านใหญ่ขนาดนั้น พ่อกับแม่สองคนอยู่เอง มันเหงามาก”
ฉวีเสี่ยวเซียนกำลังจะอ้อน ฉวีเหลียนอิงแซะก่อนว่า “เหงาก็ย้ายมาอยู่แถวนี้สิผม ขึ้นไปชั้นบนกว้างพอตัว ห้องเล็กลงก็ไม่เหงาสิ”
ฉวีเสี่ยวเซียนดึงคุณพ่ฉวีมากดลงบนโซฟาแล้วอ้อนว่า “ป๊ะ~ นั่งแป๊บนะ พูดตะกละตะกลามไปได้ ใครเขาโตขนาดพวกเราแล้วยังไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ล่ะ หนูกลับมาทำงาน เหลียนอิงก็สอบเข้าราชการได้แล้ว โตขนาดนี้ยังพึ่งบ้านอยู่วิลล่า นี่มันตบหน้าตัวเองไม่ใช่เหรอ”
คุณพ่ฉวีมองลูกสาวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ “มีความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี สองคนนี้เก่งทั้งคู่ โดยเฉพาะน้องชายเธอ ทำหน้าพ่อมีเกียรติจริง ๆ แต่พ่อแค่ห่วงสองคนไม่ใช่เหรอ”
ฉวีเหลียนอิงถอนใจ ไม่อยากตามไปทำงานให้พี่สาว ก็เลยพูดว่า “ป๊ะ ออกไปคุยกันหน่อย ผมมีเรื่องจะคุย”
ฉวีเสี่ยวเซียนก็เบื่อไม่แพ้กัน เขาคุณพ่ฉวีออกไปนอกประตู พอพ่อลูกออกมาแล้ว ฉวีเหลียนอิงก็ลากมือพ่อเข้าไปในช่องบันได
คุณพ่ฉวีเกาะเอวเดินนำเข้าไปก่อน พอฉวีเหลียนอิงปิดประตู ฉวีก็พูดว่า “ลูกชายแสนเก่ง เป็นอะไร มีเรื่องอะไรจะถามพ่อเหรอ”
ฉวีเหลียนอิงยิ้มเหยเกแล้วพูดว่า “ป๊ะ ไปเที่ยวกับสาวน้อยคนนั้นสนุกไหม แม่ทำเป็นหูทวนลมตาทิพย์อยู่ ลูกว่าพ่อจะรู้ตัวเองเองได้ไหม”
คุณพ่ฉวีสะดุ้งเฮงซวยทันที ตาโต “เด็กบ้านี่พูดมั่วอะไรนะ สาวน้อยอะไรของแก!”
ฉวีเหลียนอิงพิงประตูแล้วมองพ่อตาเหล่ “พ่อก็รู้สึกตัวเองบ้างเถอะ ทำเกียรติให้ลูกบ้าง งานที่ผมทำอยู่นี่พ่อช่วยเก็บหน้าให้หน่อยได้ไหม โอเคป่าว”
คุณพ่ฉวีกดหน้าขมับทั้งสองข้าง ทำหน้าอึดอัด “ไม่ใช่ แกได้ยินมาจากไหนล่ะ พ่อไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ นะ”
ฉวีเหลียนอิงก็ได้แต่ถอนใจ “ผมแค่ล่อให้พ่อหลุดปากนิดหน่อยเอง นี่ดิ สีหน้าพ่อมันก็บอกอยู่แล้วว่ารู้สึกผิด โธ่!”
คุณพ่ฉวีลากลูกชายมาไว้ข้างตัว คล้องไหล่ลูกไว้พร้อมพูดว่า “เด็กนี่ตัวเตี้ยลงด้วยซะ พ่อคล้องไหล่แกแทบไม่ถึง ห้ามไปบอกแม่นะ พ่อจะตัดมันเดี๋ยวนี้แหละ ไม่ทำให้ลูกลำบากแน่นอน”
ฉวีเหลียนอิงไขว่แขน “ดูการกระทำนะป๊ะ พูดต้องเป็นคนพูดจริง ๆ ล่ะ”
คุณพ่ฉวียิ้มแป้น ลากลูกชายเดินกลับเข้าห้อง เปิดประตูไปก็ยังพูดตลอดว่า “วางใจ พ่อสนับสนุนงานของลูกสิบเปอร์เซ็นต์เต็มพัน!”
พ่อลูกกลับเข้ามาที่ห้อง 2203 คุณพ่ฉวีรู้สึกผิดจนไม่กล้าพูดอะไรอีก ฉวีเสี่ยวเซียนกลัวเฒ่าจะเริ่มบ่งอีก จึงเดินเข้าไปคล้องแขนไว้พร้อมพูดว่า “ป๊ะ พรุ่งนี้ยังมีประชุมไม่ใช่เหรอ ให้ลุงหลิวส่งกลับก่อนนะ”
หลังผลักกันไปมาเล็กน้อย คุณพ่ฉวีก็ยอม เรียกคนมาเตรียมเดินออกไป แม่ฉวีทำหน้าเหมือนมีเรื่องค้างคาใจพูดขึ้นว่า “เธอพาคุณหลิวลงไปก่อนเถอะ ฉันมีเรื่องคุยกับลูก”
คุณพ่ฉวีตอบรับว่า “ก็ได้ พวกเรารออยู่ข้างล่าง เธอรีบหน่อยนะ”
เห็นสามีเดินออกไปแล้ว แม่ฉวีปิดประตูสนิทแล้วหันมาพูดกับฉวีเสี่ยวเซียนว่า “เธอกลับมาช่วยงานหรือกลับมาสร้างปัญหากันแน่!”
ฉวีเสี่ยวเซียนตะลึง “อะไรนะ? ก็แม่เองที่บอกว่าฉวีเหลียนอิงไม่มีอารมณ์ทำธุรกิจ ให้เรากลับมาช่วยแย่งมรดกกันไง”
แม่ฉวีทำหน้าไม่พอใจ “ยังรู้ตัวอยู่นะ? พ่อเธอซื้อรถหรูบ้านวิลล่าให้เมียเก่ากับลูกชายมัน มีบริษัทในมือสองแห่ง กำไรปีละหลายล้าน เธอลำบากดวงกว่าจะกลับมาได้ กว่าแม่จะเกลี้ยกล่อมให้พ่อยอมซื้อวิลล่าให้ก็เพราะอาศัยบุญลูกชาย เธอก็เก่งนัก ตามลูกชายไปอยู่บ้านโทรมจิ๋วแบบนี้ พี่ชายเขาอยู่ที่นี่เพื่อความเบามือแบบนี้ก็ว่าไปเถอะ แล้วเธอมาอยู่ทำไม? จะเล่นละครเรื่องอะไรกันแน่”
ฉวีเหลียนอิงได้ยินแม่กับพี่สาวเริ่มกันแล้ว จึงพูดว่า “คุยกันต่อไปนะ ผมขอตัวก่อน”
แม่ฉวีไม่ยอม “กลับมานี่ เรื่องบ้านจะไม่ถามสักนิดไม่ได้นะ!”
ฉวีเหลียนอิงถูกแม่ลากกลับมาอย่างจำใจ ทำได้แต่บอกว่า “แม่จ๋า พี่เขาใช้กลยุทธ์อยู่ กลอุบายเจ็บตัวไง… เข้าใจใช่ไหมล่ะ?”
แม่ฉวีมองลูกชายตาเหล่ “แม่ไม่รู้จักกลอุบายเจ็บตัวอะไรของใครหรอก แม่รู้แค่ว่ามรดกบ้านเรามีแค่นี้ ไม่แย่งก็หมดไปเป็นของพี่ชายเขาทั้งหมด”
ฉวีเสี่ยวเซียนก็อึดอัดไม่แพ้กัน เลยพูดว่า “แม่ ถามหน่อย ในบ้านเรารถกับบ้านนี่แพงกว่า หรือบริษัทของบ้านแพงกว่า?”
แม่ฉวีเบ้ตาตอบว่า “ก็บริษัทสิ”
ฉวีเหลียนอิงบีบไหล่แม่แล้วยิ้ม “ใช่แล้วแม่ ป๊ะซื้อบ้านซื้อรถให้พี่ชายผมก็ไม่เป็นไร เพราะขอให้บริษัทตกเป็นของเสี่ยวเซียนตอนจบก็พอ ให้พี่ชายเขาเอาไปสักหน่อยก็ปล่อยไปเถอะ”
แม่ฉวีพิงไปกับลูกชายแล้วถามว่า “มันได้ผลจริงเหรอ?”
ฉวีเหลียนอิงยิ้มแป้น “ลองดูก่อนก็ได้นะ อ้อ แม่ ให้บัตรเครดิตเสริมของแม่กับพี่สาวผมด้วย”
แม่ฉวีงง “ทำไมล่ะ?”
ฉวีเหลียนอิงมองพี่สาวตาเหล่แล้วพูดว่า “ก็ให้พี่เขาเอาไปจ่ายหนี้ที่พี่เขาเบิกผมไง ค่าซื้อบ้านกับค่าตกแต่งเนี่ย พี่เขายืมผมมาทั้งนั้น ใกล้พันล้านแล้วนะ”
