หนานจือรู้สึกนับถือตัวเองที่ฝึกจนมีหัวใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ไม่อย่างนั้นคงถูกคำพูดย้อนแย้งของเฝิงซือเหนียนทำให้โมโหไม่น้อย
แต่ว่านเสี่ยวซานทั้งสามคนทนอยู่เฉยไม่ไหว ต่างจ้องมองเฝิงซือเหนียนด้วยสายตาเดือดดาล แต่ด้วยเกรงใจตำรวจและอาจารย์ที่ปรึกษาที่ยืนอยู่ตรงหน้า พวกเธอจึงทำได้แค่เก็บความโกรธไว้
อาจารย์ที่ปรึกษาของหนานจืออดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นว่า “น้องนักศึกษา เธอไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องก็อย่ามาพูดให้ง่ายอย่างนั้น หากหนานจือโชคร้ายไปมากกว่านี้และสิ่งที่ถูกปามันไม่ได้โดนแค่มือ เธอเคยคิดถึงผลที่จะตามมาบ้างไหม”
เฝิงซือเหนียนถูกพูดสวนกลับมาจนสะอึก
หนานจือผิดหวังในตัวเฝิงซือเหนียนมานานแล้ว แต่เธอก็ยังจำได้ว่าเขาเคยพูดประโยคนี้กับเธอ
“หนานจือ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะปกป้องเธอแน่นอน!”
เสียงของวัยรุ่นที่ยังอ่อนเยาว์และเขินอายยังคงดังก้องอยู่ข้างหู หนานจือหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ฉันขอยืนยันคำเดิม ให้ไป๋เวยขอโทษฉันต่อสาธารณะและชดใช้ค่ารักษาพยาบาล”
“ค่ารักษาพยาบาลฉันจะช่วยเวยเวยออกเอง ฉันขอโทษแทนเธอ”
คำพูดเช่นนี้หากได้ยินเข้าหูของคนที่ถูกปกป้อง ย่อมเป็นคำหวานที่จับใจที่สุด
ผู้ที่ได้รับความรักแบบลำเอียงย่อมมีความมั่นใจอย่างไม่มีอะไรต้องเกรงกลัว
ไป๋เวยซาบซึ้งใจจนมีน้ำตาคลอเบ้า มองเฝิงซือเหนียนด้วยแววตาลึกซึ้ง “ซือเหนียน ขอบคุณนะ”
ตำรวจกระแอมไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง “ขอขัดจังหวะหน่อยนะครับ ตอนนี้เราเป็นสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่นิยายน้ำเน่า การออกหน้ารับผิดแทนผู้กระทำผิดนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้มีขึ้นได้เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดแบบนี้ยังกล้าพูดต่อหน้าพวกเรา ตอนนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยนี่หนุ่มสาวเลือดร้อนจริงๆ”
เฝิงซือเหนียนทำท่าทีอ่อนลง “หนานจือ ความจริงของเรื่องนี้ให้คนที่อยู่ในห้องนี้รู้ก็พอแล้ว ให้เวยเวยขอโทษเธอเป็นการส่วนตัวเถอะ ส่วนเรื่องภายนอก ฉันจะเป็นคนแบกรับคำครหาเอง ได้ไหม”
