เพื่อนร่วมห้องที่ไม่รู้เรื่องสงสัย จึงถามว่า “เวยเวย เธอทำอะไรลงไปหรือเปล่า ถึงได้ทำให้ซืออวี่โกรธขนาดจะโยนของของเธอทิ้ง”
“ท่าทางก็โกรธมากด้วย” อีกคนสังเกตเห็นแก้มที่บวมของเธอ ก็ตกใจ “เกิดอะไรขึ้นกับหน้าเธอน่ะ?”
ไป๋เวยพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา ฝืนยิ้ม “ฉันไม่เป็นไร แค่ซืออวี่เข้าใจฉันผิดน่ะ คงจะอยู่ร่วมห้องกันอีกไม่ได้แล้ว ฉันย้ายออกไปเองก็แล้วกัน”
ทั้งสองคนมองหน้ากัน รู้สึกเห็นใจไป๋เวยมากขึ้น แถมยังช่วยเธอเก็บของอีกด้วย
ของของไป๋เวยมีไม่มาก เธอเก็บเพียงเสื้อผ้ากับของขวัญที่เฝิงซือเหนียนให้มา ไม่ได้เอาของใช้ส่วนตัวไปด้วย ลากกระเป๋าเดินทางสองใบออกจากหอพักหญิง
ก่อนแวะไปเยี่ยมเฝิงซือเหนียน เธอต้องขอน้ำแข็งมาประคบหน้าอยู่ครึ่งชั่วโมง รอจนยุบลงแล้วถึงเข้าไป
เขายังคงสังเกตเห็นขอบตาสีแดงก่ำกับผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของเธอ จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอถาม “เวยเวย ใครรังแกเธอมา?”
คนแรกที่เฝิงซือเหนียนนึกถึงคือหนานจือ “เป็นหนานจือหรือเปล่า?”
ไป๋เวยส่ายหน้าเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
“เวยเวย เราตกลงกันแล้วว่าจะจริงใจต่อกัน” เมื่อเห็นเธอเงียบ เขาก็ยิ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของหนานจือ “เธอตีเธออย่างนั้นเหรอ?”
ไป๋เวยดูเหมือนจะสะกดกลั้นมานาน ก็ซุกหน้าเข้าไปในอกเขา ร้องไห้โฮใหญ่
หน้าอกของเฝิงซือเหนียนถูกพวกชายร่างใหญ่ถีบมาหลายที ตอนนี้ยังระบมอยู่ ถูกเธอกระแทกเข้าแบบนี้ แทบลมจับ
แต่ก็ยังฝืนทนความเจ็บปลอบใจเธอ “เวยเวย ต่อหน้าฉัน เธอไม่ต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งหรอกนะ”
