ตำหนักเหมยที่อู๋หลิวกวงอาศัยอยู่สมชื่อ รอบบริเวณกว้างหลายลี้ล้วนมีต้นเหมยเรียงราย กิ่งก้านเก่าแก่บิดโค้งสานไขว้กัน กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยอบอวลไปทั่วอากาศ
กลางดงเหมยมีเรือนไม้ไผ่เก่าแก่หลังหนึ่ง ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ ประตูไม้เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง
หน้าเรือนมีโต๊ะหินหนึ่งตัวกับม้านั่งหินหลายตัว บนโต๊ะวางเหล้าหมักใสหนึ่งกา ไอร้อนลอยกรุ่น
สายลมพัดโชย กลีบดอกไม้ปลิวว่อนราวกับสายฝน กลีบที่ร่วงหล่นโปรยลงบนหลังคาเรือนไม้ไผ่และพื้นดิน ราวกับห่มพรมดอกไม้หลากสีไว้ชั้นหนึ่ง
หนานจือยืนอยู่ท่ามกลางภาพตรงหน้า พลันรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้ามาในโลกยุทธภพ ที่ซึ่งยอดฝีมือเร้นกายอยู่ในหุบเขาอันสงบสุข
อู๋หลิวกวงยิ้มแย้มพลางชวนพวกเขาไปดื่มเหล้าร้อนที่โต๊ะหิน จะได้อุ่นร่างกาย
“เป็นไง เสี่ยวจือ ที่นี่ของฉันไม่เลวใช่ไหม?”
หนานจือมองไปรอบ ๆ อย่างประหลาดใจ “จะเรียกว่าแดนสวรรค์บนดินก็ไม่เกินจริงเลยค่ะ”
“เหล้าหวงจิ่วนี้ลูกศิษย์ตัวน้อยของฉันเอามาจากบ้านเกิด เหมาะกับการดื่มในฤดูหนาวพอดี”
อู๋หลิวกวงเพิ่งยกกาเหล้าขึ้นมาจะรินให้ทั้งสอง เจียงเจ้อก็จับมือเขาไว้ “ให้ผู้ใหญ่รินเหล้าให้เด็กกว่าไม่เหมาะหรอกครับ เดี๋ยวผมรินเอง”
“ฮึ พวกเราสนิทกันขนาดนี้แล้ว ยังจะแบ่งแยกอาวุโสอะไรกันอีก” อู๋หลิวกวงพูดอย่างนั้น แต่ก็ยอมปล่อยมือให้เจียงเจ้อรินเหล้า “ปกติฉันอยู่ที่นี่คนเดียว เบื่อแทบตาย ในที่สุดก็รอพวกเธอมาได้สักที”
เจียงเจ้อแฉเขาอย่างไม่ไว้หน้า “ตอนที่คุณประกาศว่าจะปลีกวิเวก ไม่เห็นพูดแบบนี้เลยนะครับ”