สวีหลินปฏิเสธข้อเสนอเรื่องเข้าเลี้ยงเพื่อทำอาหารอย่างตรงไปตรงมา เธอมีสเปซและความลับมากมาย จึงไม่อยากสนิทสนมกับใครมากเกินไป
คำตอบนี้ทำให้หานหงกับจางเฉียงผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจได้ สวีหลินขนหม้อมาด้วย แสดงว่าตั้งแต่แรกก็ไม่ได้คิดจะทำอาหารกินร่วมกับใคร
หานหงกระซิบถามจางเฉียง “คุณทำอาหารเป็นไหม?”
จางเฉียงส่ายหน้า ถ้าเขาทำอาหารเป็น ก็คงไม่คิดจะเข้าเลี้ยงกับสวีหลิน หานหงถอนใจ “ผมก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน”
บทสนทนาของทั้งสองทำให้หลิวผานตี้ตาเป็นประกาย สองคนนี้ดูไม่ขัดสนเรื่องเงิน ถ้าได้ทำอาหารกินร่วมกัน พวกเธอก็จะได้กินเนื้อบ้าง
แต่หลิวผานตี้ยังไม่ทันเอ่ยปากชวน ฉินฟางก็พูดขึ้นมาก่อน
“ฉันกับพี่เหลียงจะทำอาหารกินกันเอง พวกคุณสองคนมาเข้าเลี้ยงกับพวกเราเถอะ”
ฉินฟางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สายตาราวกับมีตะขอ เกี่ยวไปยังหานหงกับจางเฉียง
เฉียนลี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลอกตาใส่เธอ ยิ่งยืนยันความคิดเดิมว่าฉินฟางไม่ใช่คนดี มีฝีมือยั่วยวนผู้ชายอยู่ไม่น้อย
ปัญญาชนหญิงคนอื่น ๆ ต่างเคยได้ยินเรื่องของสวีหลินมาก่อน จึงแอบสังเกตท่าทีของฉินฟาง พอเห็นเข้าก็อดอุทานในใจไม่ได้
แต่ละคนต่างรู้แก่ใจแล้วว่าฉินฟางไม่ใช่คนซื่อตรง แถมยังเจ้าชู้มาก
พวกที่มีคนแอบชอบหรือมีคนรักอยู่แล้วต่างจำฉินฟางได้ขึ้นใจ กลัวว่าอีกฝ่ายจะมายุ่งกับผู้ชายที่พวกตนหมายตาในภายหลัง
ฉินฟางเองไม่รู้เลยว่าท่าทางที่ทำจนเคยชินจะนำปัญหามาให้ตัวเองมากมาย
หานหงก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ขอบคุณน้ำใจของปัญญาชนฉินนะครับ ผมไม่อยากไปรบกวนโลกส่วนตัวของคุณกับปัญญาชนซู”
