ไม่ว่าคุณยายสวีกับแม่สวีจะอธิบายหรือพร่ำบอกว่าพวกนางเองก็เป็นเหยื่ออย่างไร สุดท้ายบ้านหลังนี้ก็ต้องคืนให้โรงงานอยู่ดี
พวกนางไม่ใช่พนักงานของโรงงาน ไม่มีเหตุผลที่จะยึดบ้านของโรงงานเอาไว้ต่อไป
หลังจากเพื่อนบ้านที่มามุงดูพากันกลับไปหมดแล้ว แม่สวีก็ฟุบลงบนเตียงร้องไห้เสียงดัง รู้สึกว่าโลกทั้งใบมืดมนไร้ซึ่งความหวัง
เมื่อเทียบกับความเศร้าของแม่สวีแล้ว คุณยายสวีกลับดูมีหลักยึดเหนี่ยวกว่ามาก ไม่ได้มีท่าทีสิ้นหวังเลยสักนิด
สวีหลินเดาว่าพ่อสวีคงบอกคุณยายสวีเรื่องห้องลับอีกห้องแล้ว
แค่ไม่รู้ว่าตอนคุณยายสวีเปิดห้องลับแล้วเห็นว่าข้างในว่างเปล่า หึ ๆ สีหน้าของนางจะเป็นอย่างไร
เสียดายที่พรุ่งนี้ก็ต้องลงไปในชนบทแล้ว ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมสีหน้าของนางเสียแล้ว
สวีหลินเข้านอนด้วยอารมณ์เบิกบาน เช้าวันรุ่งขึ้น คนจากสำนักงานเรื่องคนรู้หนังสือในชนบทก็มาถึง แจ้งให้สวีหลินเก็บสัมภาระไปยังจุดนัดพบ
เมื่อเห็นสวีหลินหอบกระเป๋าใบใหญ่สองใบออกจากบ้าน ดวงตาของคุณยายสวีก็คล้ายเคลือบพิษเอาไว้ชั้นหนึ่ง
หลังจากสวีหลินออกจากบ้านไปแล้ว คุณยายสวีนั่งด่าอยู่ในห้องโถงเป็นนานก็ยังไม่หายแค้น
แม่สวีนั่งซึมอยู่ข้าง ๆ มองดูด้วยอารมณ์ซับซ้อนอย่างยิ่ง
สามีเกิดเรื่อง คนรับใช้ตัวน้อยที่เก่งที่สุดก็จากไป ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตอย่างไรกันดี
เมื่อนึกถึงเงินทั้งหมดในบ้านที่เอาไปจ่ายชดเชยให้สวีหลิน แม่สวีก็ลุกพรวดขึ้นมาแล้วพูดว่า
“แม่ เงินชดเชยนั่นจะปล่อยให้นังเด็กสารเลวนั่นเอาไปไม่ได้ ต้องเอาคืนมา”
“อ้อ งั้นแกก็ไปเอาสิ” คุณยายสวีเหลือบตามอง “เอากลับมาได้เท่าไรก็เป็นของแก ไปสิ ไปเลย”
