เฉินชิงหนิงก้าวช้า ๆ เข้าหาหลินลั่ว กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้โชยเข้มขึ้นเล็กน้อย เจือด้วยละอองน้ำชื้น ๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด
หลินลั่วกลั้นลมหายใจ ตั้งสมาธิ น้ำเสียงสั่นเครือ
“เหตุใด?”
“บนแท่นไม้กว่าร้อยคน มีเพียงเจ้าที่แววตาไร้แววสิ้นหวัง” เฉินชิงหนิงเงยหน้ามอง แย้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย เอ่ยว่า “แถมยังมีไอสังหารวาบหนึ่ง!”
หลินลั่วที่ได้ยิน พลันใจสั่นสะท้าน เขานึกว่าอาการลอบเคลื่อนไหวของตนจะไม่ถูกจับได้ กลับไม่คิดว่าถูกนางมองทะลุหมดสิ้น
“เมื่อครู่เจ้าคิดจะสังหารเฉียวซัวซัวหรือ?”
เฉินชิงหนิงเลิกคิ้วมองหลินลั่ว ในใจอดทึ่งในความหาญกล้าของบุรุษเบื้องหน้ามิได้
ถึงกับคิดจะลงมือกับเฉียวซัวซัว นังคนเชือดนั่น ช่างไม่รู้จักเป็นตาย
“ใช่!”
หลินลั่วมิได้ปฏิเสธ พยักหน้ารับด้วยน้ำเสียงทุ้ม “แทนที่จะปล่อยให้เขามาเชือด สู้เอาชีวิตเข้าแลก!”
“น่าสนใจ!”
เฉินชิงหนิงจ้องลึกไปยังหลินลั่ว ในดวงตาคู่งามนั้นมีประกายสุกใสวาบขึ้น พร้อมเอ่ยประโยคหนึ่ง
“ข้าเฉินชิงหนิง บุตรีของเฉินเชียนจวิน โหวติ้งเป่ย”
หลินลั่วที่ได้ยินก็ชะงักเล็กน้อย จากความทรงจำของร่างเดิม เขารู้ว่าโหวติ้งเป่ยเฉินเชียนจวินนั่นคือขุนพลผู้พิทักษ์พรมแดนเหนือ
กองทัพติ้งเป่ยใต้บังคับบัญชา ยิ่งเป็นที่เลื่องลือว่าสังหารซงหนูจนร้องหาพ่อแม่
น่าเสียดายที่ข้อหากบฎลวงขึ้นมาข้อหาเดียว ก็ทำให้บุรุษทุกคนในจวนโหวติ้งเป่ยถูกตัดศีรษะหมดสิ้น ส่วนสตรีในจวนมิถูกส่งตัวเข้าสำนักฝึกนางคณิกา ก็ถูกเกณฑ์เป็นทหารเนรเทศ
เพียงแต่หลินลั่วมิคิดว่า เฉินชิงหนิงงดงามอ่อนหวานถึงเพียงนี้ กลับมิถูกส่งตัวเข้าสำนักฝึกนางคณิกา แต่มาโดนเนรเทศอยู่ในเรือนจำอิสตรี
“หลินลั่ว ทหารหน่วยรุ่ย”
หลินลั่วมิปิดบัง เอ่ยชื่อของตนออกไป
เฉินชิงหนิงจ้องลึกไปยังหลินลั่ว ก่อนเผยรอยยิ้มบางที่แฝงความหมายล้ำลึก กล่าวต่อไปว่า “ตามกฎของราชสำนัก หากต้องการออกไปจากที่นี่ ข้าจำต้องมีบุตร ดังนั้นอย่าเสียเวลาเลย... ลงมือเถิด!”
เฉินชิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ทีท่าเขินอายแม้แต่น้อย
“เดี๋ยวก่อน!”
หลินลั่วรีบร้องขึ้น
แม้เฉินชิงหนิงตรงหน้าจะงามล่มเมือง แค่เป็น‘ม้าพ่อพันธุ์’สักครั้งก็มิได้เสียหาย
ทว่าในใจเขากลับรู้สึกขุ่นข้องอย่างบอกไม่ถูก
แต่เฉินชิงหนิงดูจะมิคิดค่อยเป็นค่อยไป ฉวยจังหวะที่หลินลั่วเผลอ ผลักเขาล้มลงบนเตียง มือเรียวทั้งสองจับที่ขอบกางเกงเขา
“เจ้าทำอะไร!”
หลินลั่วเบิกตากว้างทันที ราวกับเดาได้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
แต่เขาไม่ชอบถูกข่ม ฉับพลันจะดิ้นรนขัดขืน
ทว่าประโยคเดียวของเฉินชิงหนิง ก็ทำให้หลินลั่วดับไฟลงทันที
“กล้าขัดขืน ข้าจะให้สตรีทั้งเรือนจำอิสตรีมายังกระโจมของข้า!”
หลินลั่วหน้าถอดสี
หญิงผู้นี้ช่างใจโหดนัก...!
ตามด้วยอาภรณ์ปลิวกระจาย สองร่างค่อย ๆ แปรจากความสงบนิ่งเป็นเคลื่อนไหว
พลิกเมฆาพลิ้วฝน
……
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินลั่วร่างอ่อนเปลี้ย ตาพร่ามัว ลุกขึ้นจากเตียง
เอี้ยวคอมองนางที่ยังหลับใหลอยู่คราหนึ่ง เขาก็ใจสั่นหวั่นผวาเดินออกจากกระท่อมไม้
ความคลั่งของนาง ทำให้เขาหวาดหวั่น
เกือบต้องคลานออกมาจากกระท่อมไม้เสียแล้ว
ทว่าที่ยิ่งทำให้เขาตะลึงงันก็คือ นางผู้หญิงคนนี้ ก่อนหน้าเขา กลับไม่เคยผ่านบุรุษใดมาก่อน...
เมื่อหลินลั่วจากไปแล้ว หญิงที่หลับใหลอยู่บนเตียงก็เบิกตาขึ้น
กายลุกพรวดในพริบตา ความระบมในจุดหนึ่งของกายทำให้นางคิ้วงามขมวดแน่น
เฉินชิงหนิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองร่างของหลินลั่วที่เดินออกไปนอกกระท่อม มุมปากกระตุกยิ้มน้อย ๆ วาบหนึ่ง
“หลินลั่วหรือว่าอวิ๋นลั่วนะ...”
แซ่อวิ๋นแห่งต้าเฉียนคือแซ่แห่งราชวงศ์
คราแรกที่เฉินชิงหนิงเห็นหลินลั่ว นางก็คาดเดาฐานะของหลินลั่วไว้แล้ว
เพราะหลินลั่วกับผู้นั้นในวังหลวงเมืองหลวง มีความละม้ายคล้ายคลึงอย่างยิ่ง
ดังนั้น หากนางจะพลิกชะตา หรือแม้แต่คืนความบริสุทธิ์ให้จวนโหวติ้งเป่ยทั้งจวน
บางทีหลินลั่วอาจเป็นทางลัดของนาง!
……
เรือนจำอิสตรีตั้งอยู่ ณ ช่องเขาลมดำ เป็นแนวหน้าในการสู้รบระหว่างต้าเฉียนกับซงหนูทางพรมแดนเหนือ
เฉินชิงหนิงสามารถปกครองที่นี่ได้เยี่ยงค่ายทหารทางการ นางจึงมีทั้งฝีมือและความสามารถ จะคิดหลบหนีไปจากใต้จมูกนาง หาใช่ง่ายดาย
หลินลั่วทำทีเดินตามสบายอยู่ในค่ายของเรือนจำอิสตรี สิ่งที่เห็นล้วนเป็นกระโจมเรียงราย
กระโจมแทรกตัวสลับ เงาไฟสาดส่องทาบผู้คน ดูเผิน ๆ เหมือนทรุดโทรมและไร้ระเบียบ
แต่เขากลับดูออกว่าแฝงแง่มุมลับบางอย่าง
การกระจายตัวของกระโจมนั้น ราวกับออกแบบมาให้เหมาะกับการรับมือเหตุฉุกเฉันอย่างยิ่ง ไม่ว่าศัตรูจะบุกจากทิศใดในค่าย ก็สามารถระดมพลได้รวดเร็วที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาสังเกตของหลินลั่ว เรือนจำอิสตรีที่ดูเหมือนผ่อนปรน กลับมีการจัดเวรยามทั้งนอกค่ายทั้งแบบเปิดเผยและซ่อนเร้น
กวาดตามองรอบทิศ หลินลั่วซักซ้อมเส้นทางหลบหนีของตนในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าทุกครั้งที่ลอง ก็จบลงด้วยความล้มเหลว
หลินลั่วยกมือคลึงขมับ ถอนใจหมดหนทาง
การระวังป้องกันเข้มงวดนัก!
นอกจากว่าเขาจะได้แผนผังกำลังพลของเรือนจำอิสตรีมา!
แต่ในขณะนั้นเอง หลินลั่วก็หยุดเท้าฉับพลัน เงยหน้ามองไป
ชายสามคนหน้าซีดเขียว มาด้วยเจตนาไม่ดี ล้อมเข้ามาทางเขา
หลินลั่วเกร็งกายแน่นโดยสัญชาตญาณ สายตากวาดผ่านพวกที่ล้อมมา ในแววตาฉายแววระแวดระวัง
คนพวกนี้สีหน้าเหนื่อยล้า แต่ในตากลับเผยไอเย็นเยียบด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์
“ไอ้หนู มึงนี่แน่จริงนะ!”
หัวหน้ากลุ่มเป็นชายร่างสูงผอมตาเหล่ก้าวออกมา หัวเราะเย็น “สรีระก็ห่วย ๆ แต่ดันถูกนายพลเฉินเลือกมอง หมานี่มันดวงดีจริง!”
ชายอ้วนเตี้ยข้าง ๆ หัวเราะเหยียด “ดวงดีแล้วไง? ดูมันซูบผอมขาดสารอาหารนี่ สงสัยอยู่ได้ไม่ถึงสามคืนก็ถูกนายพลเฉินรีดจนซากแน่”
“บางทีนะ นายพลเฉินพอลองของใหม่หมด เล่นจนเบื่อ ก็เขวี้ยงออกมา ตอนนั้นล่ะ...” อีกคนลูบมือไปมา เผยรอยยิ้มลามก “พี่น้องเราก็จะได้ปรนนิบัติแม่นายพลคนนี้”
พวกมันล้วนเป็นทหารที่ถูกส่งเข้าเรือนจำอิสตรีรุ่นเดียวกับหลินลั่ว สำหรับเรื่องที่หลินลั่วถูกแม่ทัพแห่งเรือนจำอิสตรีเลือกตัวไป ในใจพวกมันล้วนมีโทสะขุ่นเคือง
ไอ้เด็กเวรนี่มันเอาดีอะไรถึงได้ไปอภิรมย์กับแม่ทัพคนงาม?
ถ้าไม่ใช่เพราะมันถูกเฉินชิงหนิงเลือกไป พวกมันสามคนจะต้องไปเจอกับเฉียวซัวซัวทำไม?!
ให้ตาย คืนก่อนสามคนช่วยกันรบ นังนั่นยังไม่หนำซ้ำ เกือบถูกรีดซาก!
หลินลั่วหรี่ตาลงนิดหนึ่ง ชัดเจนว่าสามคนนี้จงใจหาเรื่อง
“หลีกไป!”
เสียงของหลินลั่วนั้นต่ำทุ้มลึก และในขณะเดียวกัน เขาก็สะสมกำลังเงียบ ๆ เตรียมพร้อมรับมือ
ทั้งสามชะงักไป
จากนั้นเจ้าร่างสูงผอมหัวหน้ากลุ่มก็หัวเราะก้องอย่างบ้าระห่ำ
“โห่! ยังจะปากแข็งอีก!”
พูดพลาง ร่างสูงผอมก็เดินตรงมาทางหลินลั่ว
ทันใดนั้นเอง ร่างสูงผอมมีสีหน้าขรึมลง ฉับพลันหมัดก็พุ่งวาดเข้าใส่หน้าของหลินลั่ว
“เวร! กูจะดูว่ามึงปากดีแค่ไหน!”
ท่าร่างสูงผอมมิได้เร็วมาก แต่อย่างไรก็คือทหารเก่าที่ผ่านศึก มีความดุดันเด็ดขาดอยู่บ้าง
หลินลั่วพลันประกายตาวาบหนึ่ง แม้กายจะอ่อนล้าจากการถูกย่ำยีเมื่อคืน แต่ปฏิกิริยาของเขาหาได้ช้าลงแม้แต่น้อย
เบี่ยงศีรษะเล็กน้อย หน้าผากปัดผ่านหมัดไปอย่างหวุดหวิด
ในขณะเดียวกัน หลินลั่วก็โต้กลับ
งัดปลายเท้า เตะออกไปตรง ๆ
ตึง! ดังสนั่น
เท้าของหลินลั่วอัดเข้าที่หว่างขาของร่างสูงผอมอย่างจัง
“โอ๊ย...!”
ร่างสูงผอมส่งเสียงร้องโหยหวน มือทั้งสองกุมเป้าทันที ขาสองข้างอ่อนลู่ลงคุกเข่ากับพื้น
ซี๊ด...!
อีกสองคนเห็นดังนั้น พลันสีหน้าเปลี่ยนไป
พวกมันไม่คิดเลยว่า หลินลั่วมิใช่แค่กล้าสู้ตอบ แต่การออกเท้ายังอาฆาตถึงเพียงนี้
ร่างสูงผอมคุกเข่าอยู่บนพื้น เจ็บจนห้าทวารบิดเบี้ยว เปล่งเสียงคำราม
“พวกมึงยืนอึ้งกันอยู่ทำไม?”
“เข้ามาหมด! จัดการมันให้ตาย!”