เธอรู้ดีว่าเมื่อคืนเมิ่งเฉินเล่นงานเสิ่นหลง ปาเทียนหูจึงมาล้างแค้นให้หลานชายคนโปรดของตัวเอง
ด้วยนิสัยของปาเทียนหู เขาต้องกัดเนื้อตระกูลมู่หรงไปก้อนใหญ่แน่ และยิ่งไม่มีทางปล่อยเมิ่งเฉินที่หักขาเสิ่นหลงไปง่าย ๆ
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ค้นหาเบอร์ของเมิ่งเฉินแล้วกดโทรออก
เสียงโทรศัพท์ดังถึงครั้งที่สาม หัวใจของมู่หรงเสวี่ยเต้นแรงแทบกระแทกซี่โครง ฝ่ามือชื้นเหงื่อ เธอกลัวว่าเมิ่งเฉินจะไม่รับสาย
“ฮัลโหล!”
ในที่สุดเสียงผู้ชายที่ทำให้เธอรู้สึกบางอย่างแต่บอกไม่ถูกก็ดังมาจากปลายสาย
เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความร้อนใจทันที
“เมิ่งเฉิน! อย่าไปทำงานที่บริษัทนะ! ห้ามไปเด็ดขาด!”
ปลายสายเงียบไปครึ่งวินาที ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรหรือ?”
“จะมีเรื่องอะไรได้อีกล่ะ? ฉันเพิ่งได้ข่าวมา ปาเทียนหูประกาศคำขาดแล้ว!”
มู่หรงเสวี่ยพูดเร็วขึ้นทันที ราวกับกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นหากช้าไปเพียงวินาทีเดียว
“คนของแก๊งพญาเสือดำวนเวียนอยู่แถวบริษัทแล้ว รอนายไปทำงานแล้วดักเล่นงานอยู่! พวกมันบอกว่าจะ ‘ทำให้คนที่หักแขนเสิ่นหลงพิการ’ ตอนนี้นายไปบริษัทก็เท่ากับเดินเข้าไปหาพวกมันเองไม่ใช่หรือไง?”
“ดักเล่นงานฉัน?”
เสียงของเมิ่งเฉินยังคงสงบนิ่ง ฟังไม่ออกว่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“พวกนั้นเนี่ยนะ?”
“ยังจะปากแข็งอีก!”
มู่หรงเสวี่ยโกรธจนขอบตาแดงกับท่าทีไม่สะทกสะท้านของเขา ความน้อยใจและความเป็นห่วงถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
“เสิ่นหลงเป็นหลานชายที่เขารักเหมือนลูก เขาจะยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ได้ยังไง? จางเชียนบอกว่าเขามีลูกน้องหลายร้อยคน แถมยังมีพวกตัวอันตรายในวงการที่เคยผ่านเรื่องร้าย ๆ มาด้วย ในมืออาจมีอาวุธกันทุกคน! ต่อให้นายเก่งแค่ไหน จะสู้คนเป็นสิบ ๆ ได้หรือไง? ถ้าพวกมันเกิด……”
