เมิ่งเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง สายตากวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ให้พวกเขากวาดล้างสิ่งสกปรกให้หมด ต่อจากนี้ก็ใช้ชีวิตอย่างสุจริตซะ”
คำพูดฟังดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้หวังกังใจหายวาบ
เขารู้ว่านี่คือการขีดเส้นให้ตระกูลเหลย จะตัดรากถอนโคนอิทธิพลมืดด้วยตัวเอง หรือรอให้คนอื่นมาถอนรากถอนโคนเสียเอง
“ครับ! พวกเราจะรีบไปจัดการทันที!”
หวังกังรีบรับคำ
เมิ่งเฉินจึงจัดปกเสื้อเครื่องแบบ รปภ. ให้เรียบร้อย ก่อนหันไปทางประตู
“ผมควรกลับไปทำงานที่บริษัทแล้ว”
“คุณเมิ่ง ให้ผมส่งรถไปส่งคุณไหมครับ?”
หวังกังรีบเดินตามไป
“ไม่ต้อง”
เมิ่งเฉินโบกมือ
“ผมกลับเองคนเดียวก็พอ!”
เมื่อมาถึงหน้าประตู มู่หรงเสวี่ยกับเกาเยวียนเยวียนกำลังชะเง้อมองไปทางหน้าสถานีตำรวจอย่างรอคอย
พอเห็นเมิ่งเฉินเดินออกมา เกาเยวียนเยวียนก็จูงมือมู่หรงเสวี่ยวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาอย่างร่าเริง
เมื่อทั้งสองมาถึงตรงหน้า เกาเยวียนเยวียนก็รีบถามขึ้น
“พี่เมิ่ง คุณ... คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ? พวกเขาตีคุณหรือเปล่า? คุณบาดเจ็บตรงไหนไหมคะ?”
เมิ่งเฉินล้วงมือข้างหนึ่งใส่กระเป๋า แล้วแสร้งทำท่าเท่หมุนตัวหนึ่งรอบ
“ดูสิ ผมไม่เป็นอะไรเลย พออยู่ข้างใน พวกเขาไม่เพียงไม่ตีผม ยังปฏิบัติกับผมอย่างดีอีกต่างหาก!”
เมิ่งเฉินพูดตามความจริง
แต่คำพูดของเขากลับทำให้มู่หรงเสวี่ยแอบขำอยู่ในใจ
เธอคิดในใจ
ถ้าไม่ใช่เพราะฉันไปหาผู้กำกับสถานีตำรวจชวนไห่ ถ้าผู้กำกับโจวเจิ้งมาไม่ทันเวลา ไม่รู้ว่าคุณจะถูกหลี่จวินเล่นงานจนมีสภาพแบบไหน!
