ม่อจือชิวเข้าใจทันที รีบเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ไม่ว่าอย่างไรเสี่ยวซีก็เป็นลูกหลานสกุลม่อ ทรัพย์สินในมือนางย่อมเป็นของสกุลม่อตามสมควร นางจะไปก็ไปได้ แต่ห้ามนำของมีค่าติดตัวไปเด็ดขาด”
ชายชราแซ่ม๋อลูบเครา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “เจ้าไปเอาวิชาลับนั่นมา นางเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ พกของเช่นนั้นเร่ร่อนอยู่ข้างนอก ไม่ช้าก็เร็วต้องนำภัยมาสู่ตัวเอง”
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ม่อจือชิวลุกขึ้นยืน ก่อนเดินออกไปอย่างสบายอารมณ์
เมื่อมาถึงลานเล็กของเรือนสอง ก็เห็นม่อต้าจวงกับม่อเสี่ยวเป่ยกำลังเก็บกองขยะใส่ถุงหนังปีศาจ
ส่วนม่อเสี่ยวซีกำลังย่อตัวคุ้ยเลือกกระดาษหนังปีศาจที่ขาดรุ่งริ่งอยู่บนพื้น
“เสี่ยวซี ได้ยินว่าเจ้ามีวิชาลับระดับสูงอยู่ในมือ รีบส่งมาให้ข้า ของสิ่งนั้นเป็นของสกุลม่อ เจ้านำไปไม่ได้”
ม่อจือชิวพูดพลางหยิบคริสตัลปีศาจออกมาจากกระเป๋าสะพาย “อาสามไม่เอาของเจ้าไปเปล่า ๆ หรอก คริสตัลปีศาจขั้นสองก้อนนี้ถือเป็นค่าชดเชยให้เจ้า”
ค่าชดเชยงั้นหรือ?
ม่อเสี่ยวซีเหลือบมองคริสตัลปีศาจในมือม่อจือชิว ก่อนแค่นหัวเราะในใจ
คริสตัลปีศาจขั้นสองก้อนเดียวก็คิดจะแลกกับของในมือที่มีมูลค่าตั้งพันคริสตัลปีศาจ ช่างหน้าด้านเสียจริง
ว่าแต่เรื่องที่นางซื้อเศษตำราวิชาลับมา เขารู้ได้อย่างไร?
จริงสิ ต้องเป็นศิษย์น้องหญิงของม่อจือชิวบอกแน่ ๆ
ต่อไปนางคงไปซื้อของที่ร้านขายของชำแห่งนั้นไม่ได้แล้ว ลูกค้าซื้อของไปแค่นิดหน่อยก็เอาไปโพนทะนาต่อ ไม่มีจรรยาบรรณในอาชีพเลยสักนิด
“เสี่ยวซี ทำไมไม่พูดอะไร? เอาวิชาลับระดับสูงในมือส่งมาให้ข้า” น้ำเสียงของม่อจือชิวเริ่มแข็งกร้าว
ม่อเสี่ยวซีมองเขาอย่างเย็นชา “ท่านอาสาม ข้าฟังไม่เข้าใจว่าท่านพูดเรื่องอะไร กระดาษขาด ๆ ที่ตัวอักษรไม่ครบไม่กี่แผ่นในร้านขายของชำ กลายเป็นวิชาลับระดับสูงไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
