หาเจินเห็นสีหน้านางไม่สู้ดี จึงตบบ่าเบา ๆ ปลอบว่า “ค่ายของพวกเจ้าแข็งแกร่งมาก ต่อให้ไม่ไปศูนย์ใหญ่ก็น่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้”
ม่อเสี่ยวซีไม่เอ่ยคำใด
มีเพียงนางที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่า ค่ายพักเบอร์ 108 จะรับมือไหวหรือไม่
หาเจินพูดต่อว่า “ไม่อย่างนั้นข้าส่งข่าวไปที่ศูนย์ใหญ่ ช่วยถามให้ว่าพวกเจ้าอพยพออกไปได้หรือไม่”
“ขอบคุณป้าหาเจิน” ม่อเสี่ยวซีรีบกล่าวขอบคุณ
นางเองก็หวังว่าจะออกจากค่ายได้ หากเข้าไปอยู่ในเมืองที่มีการป้องกันแน่นหนาได้ยิ่งดี
หนึ่งเค่อผ่านไป หาเจินส่ายหน้าให้นาง “ทางศูนย์ใหญ่บอกว่า โทษจำของพวกเจ้ายังไม่ครบกำหนด ห้ามออกไปโดยพลการ”
“เข้าใจแล้ว” ม่อเสี่ยวซีเอ่ยอย่างหมดกำลังใจ
ช่างเถอะ ขอคนอื่นไม่สู้พึ่งตนเอง นางคงต้องหาทางอื่นแล้ว
ขณะนั้นเอง สัตว์ปีกยักษ์สองตัวก็บินมาจากท้องฟ้า
พวกมันบินวนอยู่เหนือค่าย คล้ายกำลังตามหาใครบางคน
หาเจินเงยหน้าขึ้นเห็นเข้า ก็พลันยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นางรีบหยิบเครื่องรางวิญญาณสื่อสารออกมาส่งข้อความ
จากนั้นจึงหันมาพูดกับม่อเสี่ยวซีว่า “นั่นคือสัตว์ปีกที่มารับพวกเรา เสี่ยวซี ขอบใจที่ให้พวกเราเข้ามาในค่ายของเจ้า ตอนนี้ข้าต้องไปแล้ว พวกเจ้าดูแลตัวเองให้ดี”
ม่อเสี่ยวซีพยักหน้า มองส่งหาเจินที่รีบวิ่งกลับไปยังค่ายเพื่อเรียกคนตระกูลหานให้ออกเดินทาง
พวกเขาไม่แม้แต่จะเอากระโจม รีบขึ้นหลังสัตว์ปีกแล้วบินหนีจากทุ่งร้างที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ
“พี่หญิง ทำไมพวกเราไม่ไปกับพวกเขาล่ะ”
ม่อเสี่ยวเป่ยมองสัตว์ปีกที่บินไกลออกไปด้วยความอิจฉา พึมพำกับตัวเองว่า “ถ้าพวกเรามีนกตัวใหญ่สักตัวก็คงดี อยากไปที่ไหนก็ไปได้”
