หลิวอี้ตั้งใจเต็มสองร้อยส่วน จับจ้องกระต่ายหิมะตัวอ้วนพีตรงหน้า มันอ้วนยิ่งกว่าตัวแรกที่เขาพบเสียอีก กะด้วยสายตาแล้วอย่างน้อยก็หนักหกจิน!
ล่ามาได้แล้ว คราวนี้จะได้กินเนื้อกระต่ายสดใหม่ถึงสามมื้อ!
เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ครานี้เข้าใกล้จนเหลือระยะห่างจากกระต่ายหิมะเพียงยี่สิบก้าว เคราะห์ดีที่ฟ้ามืดแล้ว กระต่ายหิมะจึงไม่ทันสังเกตเห็นเขา
เมื่อสายลมในหุบเขาแผ่วลง เขาจึงค่อย ๆ ง้างธนูพาดลูกศร ไม่กล้าทำให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย ระยะเท่านี้ ประกอบกับฝึกวิชายิงธนูมาทั้งวันอีกวันหนึ่ง โอกาสพลาดแทบไม่มี!
หลิวอี้หรี่ตา ฉวยจังหวะที่กระต่ายหิมะก้มหน้าขุดคุ้ยหาอาหาร แล้วปล่อยสายธนูในมือทันที!
“เคร้ง!”
เสียงสายธนูดังสนั่น กระต่ายหิมะตื่นตกใจ ออกแรงจากขาหลังเตรียมกระโจนหนี ทว่าลูกศรกลับพุ่งเร็วยิ่งกว่า ปักเข้าไปที่ลำคออย่างแม่นยำ!
ทะลุผ่านร่าง ปักลงบนพื้นหิมะ!
กระต่ายหิมะดิ้นรนอยู่สองครั้ง ก่อนแน่นิ่งไป
【วิชายิงธนู: ขั้นเริ่มต้น】
【ความชำนาญ: 45/100】
ความชำนาญเพิ่มขึ้นอีกสิบแต้ม ในที่สุดเขาก็ล่าสัตว์ตัวแรกได้สำเร็จ!
หลิวอี้ไม่กล้ารั้งอยู่นาน เขาดึงลูกศรออกแล้วหิ้วกระต่ายหิมะลงเขาทันที ที่จริงเขาอยากถลกหนังและเอาเลือดออกเสียที่นั่น หากรีดเลือดขณะที่ยังไม่แข็งตัว เนื้อกระต่ายจะมีรสชาติดียิ่งกว่า
แม้เป็นภูเขาชั้นนอก แต่กลิ่นคาวเลือดก็อาจเรียกหมาป่ามาได้ เพื่อความปลอดภัย หลิวอี้จึงตัดสินใจนำกลับบ้านแล้วค่อยจัดการ
กระทั่งฟ้ามืดสนิท หิมะด้านนอกเริ่มโปรยปรายอีกครั้ง หลิวอี้จึงเดินกลับถึงหมู่บ้าน เสื้อบุนวมบาง ๆ ซึ่งเป็นตัวเดียวในบ้านของเขาปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ
จากระยะไกล หลิวอี้เห็นแสงสว่างริบหรี่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงพบว่าเป็นชุยอวิ๋นหรงกับชุยอวิ๋นชาง ทั้งสองเบียดชิดกัน มือกุมท่อนไม้ฟืนที่มีประกายไฟลุกอยู่เล็กน้อย
พวกนางยังสวมเสื้อผ้าป่าน ไม่อาจกันความหนาวได้ ต่างสั่นสะท้านด้วยความเย็น
“พวกเจ้ามารออยู่ตรงนี้ทำอันใด?”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า น้ำเสียงของหลิวอี้แฝงแววตำหนิอยู่หลายส่วน เขาก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ถอดเสื้อบุนวมบาง ๆ ของตนออก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลุมลงบนร่างชุยอวิ๋นชางที่เพิ่งหายป่วยหนัก ส่วนตนเองโอบชุยอวิ๋นหรงไว้แน่น ทั้งสองอาศัยไออุ่นจากกันและกัน
“ขะ...ข้าน้อยเห็นสามีไม่กลับมาเสียที จึงเป็นห่วง อยากมารับสามีกลับบ้าน น้องสาว...นางก็คิดเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”
ชุยอวิ๋นหรงถูกเขาโอบไว้แน่น สัมผัสได้ถึงร่างกายอบอุ่นและกลิ่นอายบุรุษ ใบหน้าพลันแดงซ่าน แม้แต่คำพูดยังติดขัด
เดิมทีนางกังวลอยู่บ้าง กลัวว่าตนกับน้องสาวจะทำตามอำเภอใจจนหลิวอี้ไม่พอใจ แต่เมื่อเขาโอบนางไว้ ในใจก็เหลือเพียงความเขินอายและกระวนกระวาย
แต่งงานกันมาครึ่งปี นี่เป็นครั้งแรกที่สามียอมกอดนาง ชุยอวิ๋นหรงซึ่งไม่เคยใกล้ชิดบุรุษเช่นนี้มาก่อนจึงทำตัวไม่ถูก
ชุยอวิ๋นชางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สัมผัสถึงเสื้อบุนวมอุ่นบนร่าง ก็พลันนิ่งงันไปเช่นกัน สามีไม่เคยอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน
นางมองหลิวอี้โอบพี่สาวไว้ ก่อนจะกระชับเสื้อบุนวมที่คลุมกายเงียบ ๆ
ใช่แล้ว นางเป็นเพียงภาระ จะขยันขันแข็งและเก่งกาจเหมือนพี่สาวได้อย่างไร แล้วจะกล้าหวังให้สามีเอ็นดูได้อย่างไร?
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย กลับบ้านกันก่อน”
หลิวอี้ไม่ทันสังเกตว่านางมีอารมณ์ผิดปกติ เมื่อลมหนาวพัดมา เขาก็สะท้านไปทั้งร่าง รีบหิ้วกระต่ายหิมะพาสองพี่น้องกลับบ้าน
ทันทีที่เข้าบ้าน หลิวอี้ก็ปล่อยชุยอวิ๋นหรง แล้วหิ้วกระต่ายหิมะตัวอ้วนพีเข้าไปในครัว
ชุยอวิ๋นหรงจึงเห็นว่ามือเขาถือกระต่ายหนักหกถึงเจ็ดจินอยู่ตัวหนึ่ง เดิมทีนางคิดว่าหลิวอี้กลับมาช้าเช่นนี้ คงล่าสัตว์ไม่ได้อะไร แต่ไม่คิดว่าการออกล่าครั้งแรกจะได้ผลถึงเพียงนี้
ต้องรู้ไว้ว่า แม้แต่พรานชำนาญที่เข้าป่าสิบครั้ง ก็ยังมีถึงหกครั้งที่กลับมือเปล่า
“หากสามีตั้งใจออกล่าสัตว์ ชีวิตของพวกเราคงดีขึ้นเรื่อย ๆ...”
นางมองฟืนในห้องเก็บฟืนที่เหลือเพียงไม่กี่มัดเล็ก ๆ แล้วถอนใจ ก่อนจะหยิบฟืนมัดหนึ่งออกมา
หลิวอี้จัดการกระต่ายเสร็จแล้วนำหนังไปแขวนผึ่งไว้บนผนัง ทั้งยังควักเครื่องในส่วนที่กินไม่ได้ออกจนหมด เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อย เขาจึงยกมือเช็ดเหงื่อ
เดิมทีเขาคิดจะย่างกระต่ายตัวนี้กิน แต่เครื่องปรุงในบ้านมีเพียงเกลือ ส่วนน้ำมันก็เหลืออยู่นิดเดียว ต้องใช้อย่างประหยัด
ขณะที่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไร ชุยอวิ๋นหรงก็เดินเข้าครัวมา มองเนื้อกระต่ายที่ชำแหละเรียบร้อยแล้วเอ่ยอย่างเก้อเขินว่า “สามี เรื่องทำอาหารให้ข้าน้อยจัดการเถิดเจ้าค่ะ”
หลิวอี้พยักหน้า มอบเรื่องทำอาหารให้นาง แล้วเดินออกจากครัวก็เห็นชุยอวิ๋นชางกำลังตั้งใจปูที่นอนให้เขา เตียงเตาก็อุ่นระอุ
แม้จะทำงานใช้แรงไม่ได้ แต่งานจุกจิกในบ้านเหล่านี้นางก็จัดการได้เรียบร้อยดี
เมื่อสังเกตเห็นหลิวอี้จ้องมอง ชุยอวิ๋นชางก็เกร็งตัว เอ่ยอย่างหวาด ๆ ว่า “ทะ...ท่านพี่ เตียงเตาอุ่นแล้ว กินข้าวเสร็จก็พักผ่อนได้”
“ดี ขอบใจเจ้า”
หลิวอี้กล่าวขอบคุณ
ชุยอวิ๋นชางชะงักงัน สามีเอ่ยขอบคุณนางหรือ?
นางโบกมืออย่างลนลาน กล่าวอย่างทำตัวไม่ถูกว่า “มะ...ไม่ นี่...เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ”
หลิวอี้ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เขาอยากพูดคุยกับสองพี่น้อง แต่กลับพบว่าการทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้พวกนางไม่คุ้นชิน
อย่างไรเสีย ร่างเดิมมีแต่ดุด่าทุบตีพวกนาง คงต้องค่อย ๆ ปรับตัวกันไป
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ชุยอวิ๋นหรงก็ยกชามเนื้อกระต่ายออกมา
เนื้อขาวซีดเพียงใส่เกลือลงไปต้ม ดูแล้วไม่น่ากินเอาเสียเลย
แต่หลิวอี้ก็ไม่ได้รังเกียจ ตั้งแต่มาถึงโลกนี้ได้หนึ่งวัน เขากินเพียงโจ๊กใส ๆ ไปชามเดียว แม้เนื้อกระต่ายจะไม่อร่อย อย่างไรก็ดียังดีกว่าข้าวต้มผักป่า
“พวกเจ้าก็นั่งกินด้วยกันเถิด”
หลิวอี้ให้สองพี่น้องนั่งลง แล้วคีบเนื้อกระต่ายให้คนละชิ้น ชุยอวิ๋นชางกลืนน้ำลาย มองพี่สาวของตน
ชุยอวิ๋นหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
ชุยอวิ๋นชางจึงค่อย ๆ ยกเนื้อเข้าปากอย่างระมัดระวัง แม้จะใส่เกลือเพียงนิดเดียวและยังมีกลิ่นคาวอยู่บ้าง แต่ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้น
“อร่อย”
นางอดเอ่ยเสียงเบาไม่ได้
หลิวอี้ยิ้ม “อร่อยก็กินอีกสักหน่อย”
กล่าวจบก็คีบให้เพิ่มอีกชิ้น ชุยอวิ๋นชางพลันทำตัวไม่ถูกอีกครั้ง
ยามนั้น ชุยอวิ๋นหรงเอ่ยถามเสียงเบาว่า “สามี...พรุ่งนี้ท่านยังจะออกไปล่าสัตว์หรือไม่?”
หลิวอี้พยักหน้า “แน่นอน มีอันใดหรือ?”
“ปีนี้ต้องชำระภาษีรายหัวแล้ว ทั้งหมด...สามตำลึงเงินเจ้าค่ะ”
ชุยอวิ๋นหรงเอ่ยจนถึงท้ายประโยค น้ำเสียงก็แฝงความกังวลอยู่บ้าง
ในบ้านมีทั้งหมดสามคน คนละหนึ่งตำลึงเงิน นี่ก็เป็นเหตุที่ร่างเดิมรังเกียจชุยอวิ๋นชางว่าเป็นภาระ
ไม่เพียงเพิ่มปากที่ต้องเลี้ยงดู ยังต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกหนึ่งตำลึง
ที่จริงนอกจากภาษีรายหัว ยังมีภาษีธัญพืช ซึ่งชำระไปแล้วตอนเก็บเกี่ยว
“สามตำลึงเงิน...ต้องจ่ายเมื่อใด?”
หลิวอี้ถาม พลางนึกย้อนดู เขารู้ว่าภาษีนี้ยังไม่ได้ชำระ และรู้ด้วยว่าเหตุใดชุยอวิ๋นหรงจึงกังวล นางกลัวว่าเขาจะโกรธเพราะภาษีรายหัวของชุยอวิ๋นชาง
“ต้องจ่ายภายในสิ้นเดือน วันนี้ผู้ใหญ่บ้านแจ้งมาแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นเขาไม่โกรธ ชุยอวิ๋นหรงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ข้ารู้แล้ว เรื่องเงินภาษีไม่ต้องกังวล ข้าจะหาทางจัดการเอง” หลิวอี้เห็นท่าทางระมัดระวังของนางแล้วรู้สึกไม่สบายใจ จึงเอ่ยปลอบ
