ค่ำคืนเดือนกระจ่างดาวพร่างพรายอีกครา เซียนหญิงเสวี่ยนั่งอยู่บนชิงช้า มือทั้งสองจับเชือกห้อยไว้ พลางมองจันทร์สุกสกาวกลางฟ้าอย่างกลัดกลุ้ม
“ไอ้สารเลวนั่น ตกลงกำลังทำอะไรอยู่กันแน่?”
“เมื่อคืนพูดแต่เรื่องรีดปราณ แถมยังลูบหน้าข้า ตีก้นข้าอีก วันนี้กลับทำเป็นสุภาพบุรุษเสียได้...”
“เขากำลังเล่นกลยุทธ์ถอยเพื่อรุกกับข้าอยู่หรือไง?”
“หึ ตลกสิ้นดี ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขามาจากไหน คนของสำนักเหอฮวนจะมีสักกี่คนที่จริงจังกัน!”
“แต่ว่า...ถ้าเขายังแสร้งทำแบบนี้ต่อไป พรุ่งนี้ข้าจะทำอย่างไร?”
“บัตรทดลองใช้เหลือแค่ใบเดียว ต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ถ้าใช้ภาพลวงตาได้ก็ใช้ภาพลวงตาให้มากที่สุด”
“ถ้าเขาไม่โผล่มา ข้าจะไปหาค่าความอับอายจากที่ไหน อย่างมากก็คงต้องไปทำแบบนั้นในแปลงโอสถอีก...”
“เมื่อวานไอ้สารเลวนั่นแอบขโมยสมุนไพรล้ำค่าไปตั้งหลายต้น วันนี้สวนโอสถต้องเพิ่มเวรยามแน่ ถ้าข้าไปตอนนี้แล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา คงอับอายจนไม่กล้าโผล่หน้าอีก...”
“เฮ้อ น่าหงุดหงิด ในเขตของตัวเองทำแบบนั้นยังไม่ได้อีก รู้อย่างนี้ไม่น่ากำหนดเขตแดนให้กว้างขนาดนั้นเลย”
ยิ่งเซียนหญิงคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้ม ถึงกับไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินเข้ามาจากด้านหลัง
“นี่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“อ๊ะ!”
เสวี่ยเมิ่งถังกรีดร้อง ก่อนพลัดตกจากชิงช้า
เซียวหยางเห็นนางตกลงไป แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไปช่วยสักนิด เขาเอ่ยหยอกว่า “ดึกดื่นป่านนี้ไม่บำเพ็ญเพียร มานั่งอยู่ตรงนี้ทำอะไร?”
เสวี่ยเมิ่งถังลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ความขุ่นเคืองที่สั่งสมมาทั้งวันผสานกับความรังเกียจโดยสัญชาตญาณที่มีต่อมารร้าย นางจึงตอบอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าเองก็ดึกดื่นแล้วยังไม่บำเพ็ญเพียรไม่ใช่หรือ?”
เซียวหยางยิ้มกล่าว “ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นฝึกพลังแล้ว จึงมารายงานผลให้ท่านอาจารย์ทราบ ดูสิ ข้ามีพลังเซียนเต๋าแล้ว เหมือนผู้บำเพ็ญอยู่บ้างหรือไม่?”
กล่าวจบก็ยกมือสะบัด พลังบางเบาระดับขั้นฝึกพลังตอนต้นสายหนึ่งพุ่งออกไป ก่อเกิดสายลมอ่อน ๆ กลางอากาศ
“เจ้า...”
เสวี่ยเมิ่งถังยืนนิ่งงัน พึมพำว่า “เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญมารมิใช่หรือ แล้วพลังเซียนเต๋ามาจากไหน?”
เซียวหยางอธิบายว่า “ข้าเป็นผู้บำเพ็ญมารจริง แต่สิ่งที่ข้าฝึกเป็นหลักคือคัมภีร์มารโบราณไท่ฮวง ความสามารถเก้าในสิบส่วนอยู่ที่กายเนื้อ ตราบใดที่ไม่เปิดใช้ลวดลายมารแห่งกายศึก และไม่ใช้วิชาต้องห้ามโลหิตมาร ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครดูออกหรอก ร่างกายอันแข็งแกร่งนี้รองรับพลังแทบทุกชนิดในโลกได้ พลังเซียนเต๋าย่อมรวมอยู่ในนั้นด้วย”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเสริมว่า “แน่นอนว่ามีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่ง พลังเซียนเต๋าของข้าต้องต่ำกว่าขอบเขตกายมารหนึ่งขั้นใหญ่ มิฉะนั้นพลังเซียนที่มากเกินไปจะทำลายสมดุล และทำให้รากฐานกายมารของข้าปนเปื้อน”
“เจ้า ข้า...นี่มัน...”
เสวี่ยเมิ่งถังถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก
นางบำเพ็ญเพียรมาหลายปี แต่ระดับบำเพ็ญที่แท้จริงก็ยังอยู่เพียงขั้นฝึกพลังตอนต้นเท่านั้น
เซียวหยางใช้เวลาแค่คืนเดียว กลับบรรลุขอบเขตเดียวกันได้แล้ว!
นางยอมรับไม่ได้และแทบไม่อยากเชื่อ จึงอดถามไม่ได้ว่า “ไอ้สารเลว เจ้ารากวิญญาณระดับใด อายุเท่าไร?”
เซียวหยางแสยะยิ้ม “บอกไปแล้วเจ้าจะตกใจตาย ข้ามีรากวิญญาณระดับหนึ่ง อายุ 20 ปี ตอนนี้อยู่ขั้นสร้างฐานช่วงปลายจนสมบูรณ์ ขอเพียงก้าวสุดท้ายก็จะหลอมรวมจิตมาร เข้าสู่ขอบเขตจิตมาร ซึ่งก็คือขั้นก่อแก่นในวิถีเซียนของพวกเจ้า”
เสวี่ยเมิ่งถังอ้าปากค้าง งุนงงไปหมด
รากวิญญาณระดับหนึ่ง! อายุ 20 ปีก็บรรลุขั้นสร้างฐานสมบูรณ์แล้ว!
ไอ้สารเลวจากวิถีมารผู้นี้กลับเป็นอัจฉริยะ!
รากวิญญาณใต้หล้าแบ่งเป็นเก้าระดับ ระดับหนึ่งสูงส่งที่สุด ระดับเก้าต่ำต้อยที่สุด ยังมีรากวิญญาณเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ และผู้ไร้รากวิญญาณที่ด้อยกว่านั้นอีก
เสวี่ยเมิ่งถังเป็นผู้ไร้รากวิญญาณ อาศัยโอสถวิญญาณพอกพูนจนพอมีรากวิญญาณผสมขึ้นมาได้ ทว่าก็ได้แค่นั้น หากคิดจะก้าวหน้าไปกว่านี้ก็ต้องพึ่งระบบทั้งหมด
ผู้มีรากวิญญาณระดับหนึ่งย่อมมีศักยภาพที่จะบรรลุเป็นเซียนหรือมาร ขอเพียงไม่สิ้นชีพเสียก่อน วันหน้าความสำเร็จย่อมไร้ขีดจำกัด
คนเช่นนี้ ทั้งสำนักเทียนเต่าก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น!
แถมคนผู้นั้นยังเป็นตัวปลอมอีก...
จู่ ๆ เสวี่ยเมิ่งถังก็รู้สึกแสบจมูก นางหันหน้าไปอีกทางแล้วแค่นเสียงเบา ๆ “ระดับหนึ่งแล้วอย่างไร เป็นโจรวิถีมาร เป็นคนต่ำช้าโสมม ต่อให้มีพรสวรรค์แค่ไหนก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จ!”
เซียวหยางหัวเราะหึ ๆ “เถียงข้าไม่ชนะก็เลยใส่ร้ายข้าสินะ? ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่าข้าโสมม? ถึงข้าจะมาจากสำนักเหอฮวน แต่ข้าบำเพ็ญบนเส้นทางกายมารอันบริสุทธิ์ ไม่เคยฝึกมหาคัมภีร์ประสานฟ้าดินเหอฮวน และไม่เคยเลี้ยงเตาหลอมมนุษย์เพื่อรีดปราณฝึกวิชา ตลอด 20 ปีมานี้พลังหยางบริสุทธิ์ไม่เคยรั่วไหล หากจะพูดว่าใครโสมม เจ้าต่างหากที่อาจจะโสมมกว่าข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเสวี่ยเมิ่งถังไหววูบเล็กน้อย
ครู่ต่อมา นางก็โต้กลับว่า “คำพูดของโจรวิถีมารไม่มีสักคำที่เชื่อถือได้ หากเจ้ามีพรสวรรค์ขนาดนั้นจริง สำนักเหอฮวนจะส่งเจ้ามาเป็นสายลับที่สำนักเทียนเต่าได้อย่างไร? พวกเขาคงยกย่องเจ้าราวกับสมบัติล้ำค่า กลัวว่าเจ้าจะเป็นอะไรไป!”
“เจ้ายังไม่เข้าใจสินะ”
เซียวหยางส่ายหน้า เดินวนรอบนางพลางกล่าวว่า “สถานที่อย่างสำนักเหอฮวน ยิ่งขยันก็ยิ่งอันตราย ประมุขสำนักอย่างมารราตรีไร้สิ้นสุดชอบได้ทั้งชายหญิง หากข้าแสดงพรสวรรค์และความเชี่ยวชาญด้านกายมารอันเหนือชั้นออกมาแต่แรก ป่านนี้คงถูกเจ้าคนไม่ชายไม่หญิงนั่นจับไปเป็นเตาหลอมมนุษย์แล้วสังเวยทั้งเป็น ก่อนออกจากสำนักมาร ข้าจึงแสดงตัวเป็นคนโง่ที่มีพรสวรรค์ธรรมดามาตลอด ทั้งภักดีจนมืดบอด เชื่อฟังว่านอนสอนง่าย ไม่รู้จักพลิกแพลง ใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำ คนเช่นนี้ย่อมถูกส่งออกไปทำภารกิจอันตรายที่ไม่มีใครยอมรับได้ง่าย ๆ”
เสวี่ยเมิ่งถังสูดลมหายใจเฮือก “เจ้า...เจ้าเจ้าเล่ห์ล้ำลึกนัก!”
เซียวหยางหยุดยืนตรงหน้านาง ก่อนยื่นมือไปบีบแก้มเนียนนุ่มของเซียนหญิงเบา ๆ แล้วหยอกเย้าว่า “ข้าเห็นแก่ที่เจ้ากับข้าใช้ชีวิตร่วมกัน ถึงได้ยอมบอกเรื่องนี้ให้ฟัง ไม่อย่างนั้นความลับเช่นนี้ ต่อให้ตายข้าก็ไม่มีวันพูดออกไป”
“อย่ามาแตะต้องข้า!” เสวี่ยเมิ่งถังปัดมือเขาออก แสร้งทำสีหน้ารังเกียจ “ใครจะไปรู้ว่าที่เจ้าพูดมามีเรื่องจริงกี่ส่วน เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้าอยู่แล้ว ข้าไม่สนใจหรอก!”
แววหม่นหมองวูบหนึ่งปรากฏในดวงตาเซียวหยาง เขาพยักหน้ากล่าวว่า “จริงด้วย ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าแค่เก็บกดมานาน อยากหาใครสักคนคุยด้วยเท่านั้น หากเจ้าไม่อยากฟังก็ช่างเถิด ต่อไปข้าจะไม่พูดอีก”
กล่าวจบเขาก็หันหลัง โบกมือให้ “ข้าจะกลับไปบำเพ็ญเพียรต่อแล้ว เจ้าไปประกาศกับคนอื่นได้ว่าข้าเป็นศิษย์สายตรงของเจ้า ต่อไปใครมาหาเรื่องเจ้า ก็ให้ข้าจัดการเอง”
เขาเดินจากไปยังเรือนไม้ที่อยู่ไกลออกไปโดยไม่หันกลับมา
เสวี่ยเมิ่งถังขมวดคิ้ว เมื่อเห็นแววผิดหวังที่ฉายผ่านดวงตาเซียวหยางชั่วขณะ ก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา
เก็บกดมานาน...
คำนี้แทงใจนางเหลือเกิน
นางเองก็เก็บกดมานานเช่นกัน ไม่เคยมีใครให้พูดคุยด้วยเลย...
ในต่างแดนอันเต็มไปด้วยภยันตรายแห่งนี้ แค่มีชีวิตรอดก็ยากลำบากมากแล้ว ทุกชั่วขณะต้องใช้หน้ากากหลายชั้นปกป้องตัวเอง
ไร้ชาติตระกูล ไร้ที่พึ่งพิง ไร้สหาย ทุกย่างก้าวบนเส้นทางบำเพ็ญอาจนำไปสู่หุบเหวลึกสุดหยั่ง
ความรู้สึกเช่นนี้ มีเพียงผู้ที่เคยประสบด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจ
“นี่!”
อารมณ์หม่นหมองอยู่เพียงชั่วครู่ เสวี่ยเมิ่งถังก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องสำคัญที่ไม่ได้ทำ จึงร้องเรียกเซียวหยางไว้
“มีอะไรหรือ?” เซียวหยางหยุดฝีเท้า รอฟังนางพูดต่อ
“อืม...” เสวี่ยเมิ่งถังประสานมือบิดไปมาอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงกล่าวว่า “ในเมื่อจะเป็นศิษย์อาจารย์กัน เจ้าก็ต้องเคารพอาจารย์ให้มากหน่อย มานี่ คำนับข้าด้วยพิธีใหญ่ คุกเข่าสามครั้ง กราบเก้าครั้ง”
