ใบหน้าของซินรุ่ยเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลจากหางตา จมูกแดงระเรื่อ เธอใช้นิ้วค่อย ๆ เช็ดน้ำตา
พอได้ยินเสียงสูงที่เปี่ยมไปด้วยความหวังท่อนนี้ เธอก็กลั้นอารมณ์ไม่ไหวอีกต่อไป จึงเอ่ยความเห็นทั้งเสียงสะอื้น
“ไม่ใช่แค่แต่งเพลงได้ดีมาก เสียงร้องก็มั่นคงสุด ๆ ควบคุมลมหายใจได้ดีมาก ฟังแล้วไม่เหมือนเสียงของมือใหม่เลย รู้สึกว่าเธอเกิดมาเพื่อทำอาชีพนี้จริง ๆ”
เหยาฟ่านรู้สึกเบื่อที่ต้องนั่งฟัง แต่เพื่อให้กลมกลืนกับคนอื่น เขาจึงออกความเห็นตามมารยาทด้วย เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่อนเสียงสูงทำได้ดีจริง ๆ แค่ท่อนอื่นค่อนข้างเรียบไปหน่อย รู้สึกว่ายังต้องฝึกอีก”
จ้าวเซียงฟังแล้วกลับขมวดคิ้ว “ท่อนเสียงต่ำของซูหว่านเหอถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ไม่ได้เรียบเลยสักนิด การควบคุมลมหายใจก็นิ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สิ้นหวังหรือความหวัง เธอก็ถ่ายทอดออกมาได้เต็มที่ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นช่วงไคลแมกซ์เท่านั้นถึงจะสื่ออารมณ์ได้ การสะสมอารมณ์คือกระบวนการที่นำไปสู่การระเบิดออกมา”
เหยาฟ่านถูกแทงใจ สีหน้าจึงดูไม่ดีเอาเสียเลย
ความชื่นชมที่เหยียนซินมีต่อซูหว่านเหอเพิ่มขึ้นอีกนิด มุมปากของเธอยิ้มอยู่ตลอด พอได้ยินคำพูดของเหยาฟ่านก็เบือนหน้าไปมองเขาด้วยหางตาอย่างเย็นชา
เธอเกลียดพวกชอบเสแสร้งแบบนี้ที่สุด ร้องเพลงก็ธรรมดา อาศัยหน้าตากับภาพลักษณ์ที่บริษัทสร้างให้ถึงได้ดังขึ้นมา ไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมรายการถึงเชิญคนไม่ได้เรื่องแบบนี้มาเป็นกรรมการ
โดยเฉพาะเรื่องที่เขาทำลับหลังอีก... เฮอะ แค่พูดถึงก็สะอิดสะเอียนแล้ว
ซูหว่านเหอค่อย ๆ ลดไมโครโฟนในมือลง เสียงร้องของเธอค่อย ๆ เบาลง เสียงปรบมือจากผู้ชมเริ่มดังขึ้นประปราย
ขณะที่ทุกคนคิดว่าเพลงกำลังจะจบลง จู่ ๆ เธอก็ยกไมโครโฟนขึ้นอีกครั้ง เสียงของเธออ่อนโยนและอบอุ่น
