เดินอยู่บนเส้นทางภูเขาที่คุ้นเคย
ความรู้สึกของหวังเว่ยตงก็ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย
นอกจากจะได้ภรรยาเพิ่มมาสามคนกับลูกสาวอีกสองคนแบบงง ๆ แล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย
แม้แต่เส้นทางลัดเข้าป่าที่มีเพียงหวังเว่ยตงเท่านั้นที่รู้
ก็ยังคงเหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิด
“มาแล้วไม่ใช่หรือไง!”
ขณะที่กำลังคิดอยู่ สายตาของหวังเว่ยตงก็สว่างวาบ
เมื่อวานในป่าเพิ่งผ่านฝนมา พื้นดินเฉอะแฉะเป็นโคลน
รอยเท้าเป็นรูปสองแฉกต่อเนื่องกันเป็นพรวน ปรากฏเด่นชัดตรงหน้าหวังเว่ยตง
ล่าสัตว์รอบโลกไม่ใช่ทัวร์รอบโลกนะ
ถ้าพูดถึงการตามรอย
การประเมินรอยเท้าสัตว์ป่านานาชนิด หวังเว่ยตงมั่นใจว่าไม่แพ้ใคร
ก้มตัวยื่นนิ้วออกไป เทียบขนาดของรอยเท้าบนผืนโคลน
ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างรอยเท้าหน้าและหลัง 30 ถึง 40 เซนติเมตร
ปลายแหลม
โดยรวมเป็นรูปหัวใจ
กับรอยเท้าแกะคล้ายกันอยู่บ้าง
ไม่ผิดแน่ แถวนี้มีเจ้าเก้งโง่
พูดแล้วก็ทำทันที
หวังเว่ยตงเร่งฝีเท้าตามรอยเท้าเดินไปข้างหน้า
มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว ๆ หลายร้อยเมตร
พุ่มไม้หนาทึบผืนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ย่องเข้าไปเงียบ ๆ ปัดกิ่งไม้ที่เกะกะออก
หวังเว่ยตงแทบจะห้ามมุมปากไม่ให้ยกขึ้นไม่ได้
เก้งโตเต็มวัยตัวหนึ่งที่หลงฝูงกำลังก้มหน้ากินอาหาร ไม่ทันสังเกตว่าภัยกำลังมาถึงแม้แต่น้อย
เนื้อเก้งจัดเป็นเนื้อละเอียด เนื้อสัมผัสไม่เหนียวไม่มีกลิ่นสาบ
ดูจากขนาด น่าจะหนักราว 80 ชั่งได้
ปี 1979 ยังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจแบบวางแผน การได้กินเนื้อยังเป็นปัญหาหนักหนา
หน่วยงานจัดหาเนื้อสัตว์ของคอมมูนที่รับผิดชอบการชำแหละ รับซื้อ และจำหน่ายเนื้อหมู
เนื้อหมู 1 ชั่งขายปลีกในราคา 7 เหมาห้า พร้อมกับคูปองเนื้อ 1 ใบต่อ 1 ชั่ง
ทั้งสองอย่างนี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
คิดถึงตรงนี้ หวังเว่ยตงก็เกิดแผนในใจ
ยกปืนยาวลูกซองเดี่ยวขึ้นมาเล็งไปที่กบาลของเจ้าเก้งโง่
“ปัง!”
เสียงปืนแหลมดังขึ้น เจ้าเก้งโง่ที่กำลังกินอาหารอย่างสบายอารมณ์ก็ล้มลงกับพื้นอย่างไร้ลางบอกเหตุ
หวังเว่ยตงสะพายปืน พูดไม่ทันขาดคำก็วิ่งเข้าไปตรวจดูของรางวัล
“เฮ้ย พี่เว่ยตง พี่ไปเรียนยิงปืนมาตั้งแต่เมื่อไร?”
ในเวลาเดียวกัน
หนุ่มน้อยรูปร่างสูงใหญ่ คิ้วดกตาคมคนหนึ่งโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้
มองหวังเว่ยตงด้วยสีหน้าเหรอหรา อ้าปากค้างกว้าง
หวังเว่ยตงหันไปดู ก็อดยิ้มร่าไม่ได้
คำโบราณว่าไว้
ฉินฮุ่ยยังมีเพื่อนดี ๆ สามคน
อย่าเห็นว่าหวังเว่ยตงชื่อเสียงฉาวโฉ่ คนเกลียดหมาแช่ง
แต่ก็มีเพื่อนซี้อยู่สองสามคนเหมือนกัน
หนึ่งในนั้น
ก็คือเจ้าหนุ่มซื่อหลี่ต้าเปียว
ตอนอายุสิบสามเป็นไข้ กินยาผิด
ภายหลังถูกส่งไปสถานีอนามัย
หมอก็ช่วยชีวิตไว้ได้ แต่สติปัญญาก็ยังค้างอยู่ที่ราวสิบสองสิบสามปี
เพราะสมองไม่ค่อยดี จึงมักถูกคนรังแก
ทุกครั้งที่หลี่ต้าเปียวถูกคนรังแก
หวังเว่ยตงจะเป็นคนแก้แค้นให้เขาเสมอ
ไป ๆ มา ๆ เจ้าหนุ่มซื่อก็ยอมรับให้หวังเว่ยตงเป็นพี่ใหญ่
พูดได้ไม่เกินจริง
ถ้าหวังเว่ยตงบอกให้หลี่ต้าเปียวไปจุดไฟเผาบ้าน หมอนี่ก็จะไม่ถามอะไรเลยสักคำ
“อ้วนเปียวเอง เจ้าขึ้นมาบนเขาคนเดียวได้ยังไง?”
หวังเว่ยตงโบกมือเรียกเพื่อนซื่อให้เข้ามาหา
“ตั้งแต่เช้าพ่อก็ขึ้นขี่แม่ตี แถมถอดเสื้อผ้าแม่หลุดหมดเลย ข้าข้าไปห้าม ถูกพ่อกับแม่ไล่ออกมา”
หลี่ต้าเปียวเกาท้ายทอย สายตาจ้องเขม็งไปที่เก้งบนพื้น
“ฮ่า ๆ ๆ …”
หวังเว่ยตงได้ยินก็หัวเราะลั่นท้องคัดท้องแข็ง
ลืมบอกไป
นอกจากหลี่ต้าเปียวแล้ว
พ่อของเขาหลี่หลายซุ่น ก็เป็นหนึ่งในผองเพื่อนเฮฮาของหวังเว่ยตง
ตั้งแต่ตอนที่หลี่ต้าเปียวกลายเป็นคนโง่
ตาเฒ่าใจทรามก็เฝ้าคิดแต่อยากมีลูกชายอีกคนให้กับสองสามีภรรยาเพื่อดูแลหลี่ต้าเปียว
“พี่เว่ยตงหัวเราะอะไรครับ? ข้าจะบอกให้นะ มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อกอดแม่ตี แม่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ด่าพ่อว่าท่า
เยอะเหมือนสัตว์เดรัจฉานเลย”
หลี่ต้าเปียวบ่นถึงพ่อของเขาหลี่หลายซุ่นด้วยสีหน้าจริงจังว่า แต่ละวันก็เปลี่ยนท่าตีแม่ของเขาไม่ซ้ำ
หวังเว่ยตงหัวเราะจนแทบหายใจไม่ทัน รีบขัดจังหวะว่า “ต้าเปียว อยากกินเนื้อไหม?”
ตาเฒ่านั่นใช่แต่จะมีท่าเยอะ
ลูกไม้ก็แยะด้วย
“อยาก”
ได้ยินว่ามีเนื้อกิน หลี่ต้าเปียวก็พยักหน้ารัวเร็วดั่งนกจิกข้าว
“อยากกินเนื้อก็ช่วยข้าแบกเจ้าเก้งนี่ไปที่หน่วยงานจัดหาเนื้อสัตว์ของพวกเจ้าหน่อย เจ้าเองก็เรียนวิธีฆ่าหมูชำแหละแพะมาจากพ่อเจ้า
ไม่ใช่รึ? ถึงตอนนั้นขายเนื้อเสร็จ พี่จะแบ่งเนื้อห้าชั่งให้เจ้าเอาไปกินเล่น”
หวังเว่ยตงคิดแผนในใจเสียงดังฉาด
ชาวบ้านในหมู่บ้านสหกรณ์โซทั้งหมู่บ้านยากจนข้นแค้น
ถึงแม้หวังเว่ยตงจะขายเนื้อชั่งละห้าเหมาแล้วก็ไม่เอาคูปอง ก็มีคนซื้อไหวอยู่ไม่กี่คน
ถ้าเอาไปตลาดมืดในอำเภอ
ชั่งละหนึ่งหยวนยังมีคนแย่งกันเอา
จากหมู่บ้านสหกรณ์ไปอำเภอ มีทางภูเขาประมาณสิบกว่าลี้
แบกเก้งหนักเจ็ดแปดสิบชั่งไปคนเดียว
คงต้องทรุดลงกองแน่
“อืม!”
เห็นเพื่อนซื่อไม่มีปัญหา หวังเว่ยตงก็ยังไม่ออกเดินทางทันที
ชักมีดเชือดคอปล่อยเลือด ควักไส้ออกโยนขึ้นบนต้นไม้
สองพี่น้องผลัดเปลี่ยนกันแบก ลัดเลาะไปตามทางลัดมุ่งหน้าสู่ที่ตั้งอำเภอหมู่บ้านดาวแดง
“อ้อ ใช่”
ราวบ่ายสองโมง
ทั้งสองคนมาถึงป่าละเมาะด้านนอกอำเภอ
เพราะทิศทางลมเปลี่ยน
ทางการระดับบนเริ่มทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องชาวบ้านตั้งแผงขายของ
ค่อย ๆ กลายเป็นว่า
ป่าละเมาะผืนนี้กลายเป็นตลาดนัดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
“เนื้อเก้งสด ชั่งละหนึ่งหยวน ไม่ต้องใช้คูปองเนื้อ ใครจะซื้อรีบมาดูเร็วเข้า”
หาพื้นที่ว่างได้แห่งหนึ่ง หวังเว่ยตงยื่นมีดให้หลี่ต้าเปียวเตรียมแล่เนื้อ แล้วยังเอาตาชั่งมาขอยืมตาเฒ่าขายใบยาสูบข้าง ๆ โดยสัญญาว่าจะยกกระดูกให้เขาทั้งหมด
“ให้ตายเถอะ เนื้อเก้งสดจริง ๆ ด้วย”
“น้อง同志 เอาสองชั่ง”
“ข้าเอาห้าชั่ง อย่าให้ขาดตาชั่งเชียวนะ”
ทันทีที่หวังเว่ยตงตะโกนร้องเรียก ชาวบ้านที่มาซื้อของก็พากันกรูเข้ามาล้อมรอบ
ตลาดมืดเล็ก ๆ นี้สินค้ามีจำกัด ส่วนใหญ่เป็นของเกษตรที่ปลูกกันเอง
เนื้อสัตว์นั้นหายากสุด ๆ
ถึงจะมีคนเอามาขายบ้างบางครั้ง
ก็เป็นเนื้อค้างคืนกลิ่นตุ ๆ
พอเห็นว่ามีคนแบกเก้งที่พึ่งตายมาไม่นานมา ทุกคนจะไม่แย่งกันได้อย่างไร
“อย่าแย่ง อย่าแย่ง แย่งอีกข้าจะไม่ขายนะโว้ย!”
กลัวว่าจะมีใครฉวยโอกาสลักขโมย หวังเว่ยตงเลยวางมาดก๋ากั่น
เข้าแถวซื้อเนื้อ ใครไม่รักษากฎก็ไสหัวไป
ทั้งด่าทั้งตะคอก
ในที่สุดกลุ่มคนที่มาซื้อเนื้อก็เริ่มเข้าแถว
หวังเว่ยตงเป็นคนเก็บเงินชั่งน้ำหนัก หลี่ต้าเปียวรับหน้าที่แล่เนื้อ
เก้งหนักแปดสิบชั่งได้เนื้อสุทธิออกมาราวสี่สิบกว่าชั่ง
เพียงชั่วครู่เดียว
หน้าร้านก็เหลือเนื้ออยู่แค่สิบชั่ง ที่เหลือสามสิบชั่งถูกคนรุมซื้อเกลี้ยง
“พี่เว่ยตง ท่าทางของพี่เมื่อกี้สง่ามากเลย เหมือนตอนแม่ด่าพ่อว่าใช้การไม่ได้ไม่มีผิด”
หลี่ต้าเปียวชื่นชมจากใจ
“ต้าเปียว พ่อเจ้านั่นไม่ใช่ใช้การไม่ได้หรอก เป็นพวกฝีมือห่วยแต่ติดใจ ตัวเองมีสภาพร่างกายยังไงก็ไม่รู้ วัน ๆ เอาแต่ทำเรื่องแบบนั้น ไม่ช้าก็คงถูกแม่เจ้าดูดจนแห้งตายแน่”
พลางนับเงินสามสิบหยวนในมือ
หวังเว่ยตงก็สบายอารมณ์เย้าแหย่เพื่อนทรามที่ยิ่งแก่ยิ่งไม่รู้จักแก่
ใช้เวลาไม่เท่าไหร่
เงินที่ขายได้ก็เทียบเท่าเงินเดือนทั้งเดือนของเลขาคอมมูนแล้ว
จากนั้น
หวังเว่ยตงก็แยกย้ายไปซื้อข้าวสารกับแป้งอย่างละห้าชั่งจากแผงอื่น ๆ และขนมน้ำตาลอบที่ทำเองอีกสิบแผ่น
เงินมาเร็ว ใช้ก็เร็ว
ของแค่นี้ กลับใช้เงินหวังเว่ยตงไปถึงหกหยวน
“ต้าเปียว กลับไปแล้ว ไม่ว่าพ่อกับแม่เจ้าจะถามยังไง ก็อย่าบอกว่าข้าขายได้เงินเท่าไหร่ ทำเป็นว่าไม่รู้อะไรเลย”
ระหว่างเดินทางกลับ หวังเว่ยตงไม่ลืมกำชับให้หลี่ต้าเปียวเก็บเป็นความลับ
ไม่ใช่กลัวว่าหลี่หลายซุ่นจะมาขอส่วนแบ่งหรอกนะ
แต่เป็นเพราะแม่ของหลี่ต้าเปียว
ปากนางเหมือนขอบเอวกางเกงสำลี
ใกล้ฟ้ามืด หวังเว่ยตงกับหลี่ต้าเปียวก็กลับถึงหมู่บ้าน
มองตามหลังเจ้าหนุ่มซื่อจากไป
“แบกของกลับมาขนาดนี้ ภรรยาสามคนจะไม่ซึ้งใจจนร้องไห้หรือไง”
หวังเว่ยตงหิ้วเนื้อ แบกกระสอบป่านที่ใส่ข้าวสารแป้ง
ฮัมเพลง 'หวังเอ้อเจี่ยคิดถึงสามี' ระหว่างเดินกลับบ้าน