แสงจันทร์ส่องเข้ามาในห้อง
ชายร่างกำยำที่นอนอยู่บนพื้นมองภรรยาบนเตียงเตาดิน ภายใต้แสงจันทร์เห็นเพียงเงาร่างเลือนราง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วไปนอนลงข้างเธอ
เห็นเธอถีบผ้าห่มออก เขาจึงเอื้อมมือไปช่วยห่มให้ แล้วขยับเข้าไปใกล้พลางจูบเธอเบา ๆ หนึ่งที
วินาทีถัดมา หญิงสาวกรีดร้องขึ้นมา ไม่รู้ไปคว้ากรรไกรมาจากไหน หลับตาแล้วแทงสะเปะสะปะใส่เขา
ปากก็ด่าไปด้วยว่า “ไอ้คนลามก ไสหัวไปเลยนะ เจียงเลี่ย คุณผิดคำพูด ใครอนุญาตให้คุณจูบฉัน ไปให้พ้น”
เจียงเลี่ยยกมือขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ แขนถูกกรรไกรแทงเข้าให้ ความเจ็บปวดแล่นปราดจนเขาครางออกมาเบา ๆ แต่กลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองเลือดที่หยดลงมาไม่ขาดสาย
หลินเฟิงเจียวเห็นเขาไม่พูดอะไร พอตั้งสติได้ก็หลบไปอยู่ตรงมุมเตียง แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและระแวดระวัง “คุณไปให้พ้น ห้ามเข้าใกล้ฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะแทงให้ตาย”
“...หึ เราเป็นสามีภรรยากัน แต่งงานกันมาสามปีแล้วยังไม่เคยร่วมเตียง ตอนนี้ฉันแค่จูบเธอทีเดียว เธอก็จะเอากรรไกรแทงฉันแล้ว หลินเฟิงเจียว เธอใจร้ายเกินไปแล้ว”
บาดแผลจากกรรไกรเล่มนั้น รวมถึงความเย็นชาตลอดสามปีทำให้หัวใจเขาเจ็บจนแหลกเหลว ความคับแค้นและโทสะในใจแทบกดไว้ไม่อยู่ เขาไม่แม้แต่จะมองแขนที่บาดเจ็บของตัวเอง
เขายืดตัวขึ้น ร่างสูงใหญ่กำยำราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง
เขาพูดเสียงเย็นว่า “ไป ตามฉันไปบ้านพ่อแม่เธอ”
หลินเฟิงเจียวได้ยินดังนั้นก็เบิกตา ด่าทอว่า “คุณเป็นสัตว์รึไง เป็นคุณเองที่จูบฉันโดยไม่ขออนุญาต ทั้งหมดเป็นความผิดของคุณ แล้วคุณยังมีหน้าไปหาเรื่องที่บ้านฉันอีกเหรอ”
“ฉันบอกไว้เลยว่าครั้งนี้ไม่มีทางให้อภัยคุณ ต่อให้คุณไปหาพ่อแม่ฉันก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนั้นคุณเป็นฝ่ายมาขอฉันแต่งงานเอง คุณบอกว่าจะให้เวลาฉันทำใจยอมรับคุณ”
“นี่เพิ่งสามปีเอง คุณก็ทนไม่ไหวแล้วใช่ไหม”
ใต้แสงราตรี ดวงตาของชายหนุ่มราวกับลุกเป็นไฟ เขาตบขอบเตียงอย่างแรง กัดฟันพูดว่า “ใช่ เธอกลัวว่าฉันจะตัวสูงใหญ่เกินไปจนทำร้ายเธอ เธอไม่ยอมร่วมเตียงกับฉัน ฉันก็ให้เวลาเธอได้”
“แต่หลินเฟิงเจียว ฉันเป็นผู้ชายปกติคนหนึ่ง ฉันต้องการภรรยาของตัวเองแล้วมันผิดตรงไหน สามปีมานี้เธอลองถามใจตัวเองดูเถอะว่าฉันดีกับเธอแค่ไหน ทำไมถึงยังทำให้ใจเธออ่อนลงไม่ได้สักที”
แววรู้สึกผิดวูบผ่านดวงตาของหลินเฟิงเจียว แต่เธอยังปากแข็งว่า “ฉันไม่สน ฉันเป็นสาวงามประจำหมู่บ้าน คนที่ชอบฉันมีตั้งเยอะ ถ้าตอนนั้นคุณไม่ตามตื๊อฉันไม่เลิก ฉันก็ไม่มีวันแต่งกับคุณหรอก”
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอยู่อย่างนั้น ไม่นานหลินเฟิงเจียวก็เริ่มหมดความอดทน “คุณออกไปนอนข้างนอก ห้ามนอนห้องเดียวกับฉัน ได้ยินไหม ฉันพูดอะไรคุณก็ต้องทำตาม ถ้าไม่ฟัง ฉันจะร้องไห้ให้คุณดู”
เจียงเลี่ยมองภรรยาที่พูดอย่างไรก็ไม่ฟัง ใจพลันรู้สึกหมดหนทางอย่างลึกล้ำ สามปีที่ผ่านมา ความยินดีที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวในดวงใจตั้งแต่แรกเริ่มถูกบั่นทอนจนไม่เหลือสักนิด
เขาทรุดนั่งลงข้างเตียงอย่างห่อเหี่ยว “ช่างเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว ในเมื่อเธอไม่ยอมให้ฉันแตะต้อง ไม่อยากเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง งั้นฉันจะปล่อยเธอกลับบ้านก็แล้วกัน”
“ชีวิตแบบนี้ไปต่อไม่ไหวแล้ว เธอไปกับฉัน”
“อาศัยตอนฟ้ามืดแบบนี้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเอาไปพูดให้เสียหาย ต่อจากนี้เธออยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่ยุ่งแล้ว”
หลินเฟิงเจียวได้ยินแล้วใจกระตุก รีบปฏิเสธโดยไม่ทันคิด “ไม่เอา ถ้าคุณกล้าหย่ากับฉัน ก็เท่ากับบีบให้ฉันไปตาย ฉันตั้งใจไม่ร่วมเตียงกับคุณเสียที่ไหน ก็เพราะคุณหน้าตาดุดันเกินไป ฉันกลัวต่างหาก”
พูดไปก็ร้องไห้กระซิก ๆ ทำราวกับได้รับความคับข้องใจอย่างมหาศาล
เจียงเลี่ยเป็นคนพูดไม่เก่งจนถูกเธอพูดจนแทบไปไม่เป็น สรุปแล้วทั้งหมดเป็นความผิดของเขาสินะ ทั้งที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เธอกลับไม่เห็นแก่ความผูกพันนั้น สามปีมานี้เขาตามใจเธอทุกอย่าง ให้เงินเธอทั้งหมด ไม่เคยปล่อยให้เธอลงไปทำงานในนา
แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่พอใจ อย่าว่าแต่ร่วมเตียงเลย แค่จูบสักครั้งก็ยังไม่ได้ ชีวิตไม่มีความหวานชื่นอะไรเลย แบบนี้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
เขาก้าวขึ้นไปบนเตียงเตาดิน คว้าข้อมือเธอแล้วอุ้มขึ้นมาในท่าอุ้มพาดแขน
หลินเฟิงเจียวกรีดร้องพลางทุบตีเขาอย่างแรง “ปล่อยนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะแทงคุณอีก ได้ยินไหม คุณเป็นสัตว์รึไง”
เจียงเลี่ยไม่สนใจเธอ สวมเสื้อคลุมให้เธอตรง ๆ แล้วจับข้อมือพาออกจากบ้าน
“ชู่ ถ้าเธอยังร้องอีกจนคนทั้งหมู่บ้านตื่น แล้วพวกเขารู้ว่าเธอไม่ยอมร่วมเตียงกับสามี แถมยังเอากรรไกรแทงสามีอีก เธอคิดว่าพวกเขาจะหัวเราะเยาะฉันหรือเธอ”
“คุณ...คุณกล้าขู่ฉันเหรอ คุณมันไอ้คนลามก เป็นสัตว์เดรัจฉาน พูดแล้วไม่รักษาคำพูด แค่สามปีก็ทนไม่ไหวแล้วหรือไง คุณรู้จักแต่จะนอนกับผู้หญิงใช่ไหม”
หลินเฟิงเจียวด่าทอสะเปะสะปะ ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่ว่าเธอจะทุบตีหรือด่าทออย่างไร ชายหนุ่มก็ไม่เคยใจแข็งลงมือกับเธอ เธอจึงเอาแต่ระบายอารมณ์ของตัวเอง
เจียงเลี่ยปิดปากเธอไว้ แล้วพาไปถึงบ้านพ่อเมีย ก่อนยกมือเคาะประตู
ไม่นานก็มีคนเปิดประตู แม่ยายเห็นลูกสาวกับลูกเขยก็สะดุ้ง “ลูกเขย ดึกป่านนี้แล้วมีธุระอะไรกันหรือ”
“ครับ แม่ ผมมีเรื่องอยากคุยกับพวกท่าน”
“...อ้อ ได้ เข้ามาก่อนสิ”
ภายในห้องโถงบ้านตระกูลหลิน ต่างคนนั่งลงบนม้านั่งคนละตัว
พ่อเมียเหลือบมองแขนของลูกเขย คิ้วขมวดเล็กน้อย แล้วถามด้วยความห่วงใยว่า “ลูกเขย แขนไปโดนอะไรมา รีบให้แม่เธอช่วยพันแผลให้สิ อย่าปล่อยให้ติดเชื้อล่ะ”
เจียงเลี่ยก้มมองแขนแวบหนึ่ง พูดเสียงต่ำว่า “ครับ ผมทำเองได้ พ่อครับ ที่ผมมาครั้งนี้เพราะมีเรื่องอยากสารภาพกับพวกท่าน”
เขาฉีกผ้ามาพันแผลไว้ลวก ๆ พอเลือดหยุดก็ไม่ได้มองมันอีก ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลินเฟิงเจียวที่อยู่ข้าง ๆ ก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมา ลุกพรวดพลางร้องไห้ไม่หยุด
“พ่อแม่คะ เขารังแกหนู”
“ดูตัวใหญ่เบ้อเริ่มของเขาสิคะ แค่หมัดเดียวก็อาจเอาชีวิตหนูได้แล้ว หนูแค่กลัวเกินไป ก็เลยไม่อยากร่วมเตียงกับเขา หนูไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย”
พ่อเมียได้ยินแล้วก็อึ้งไป “หา!”
เจียงเลี่ยหลับตาลงครู่หนึ่ง รู้สึกอับอายเหลือเกิน เขายังนับเป็นผู้ชายอะไรได้อีก แต่งงานมาสามปีแล้ว ภรรยาก็ยังไม่ยอมให้แตะต้อง เหตุผลก็เป็นข้ออ้างเหลวไหลอย่างกลัวเจ็บ กลัวว่าเขาจะทำรุนแรง
เขาพูดเสียงหนักว่า “พ่อแม่ครับ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่เธอไม่ยอมร่วมเตียงกับผม แต่เราแต่งงานกันมาสามปีแล้ว เธอไม่เคยยอมให้ผมแตะต้องเลยสักครั้ง ที่เราไม่มีลูกก็เพราะไม่เคยร่วมเตียงกัน”
“คืนนี้ผมแค่ช่วยห่มผ้าให้เธอ จูบเธอไปทีเดียว เธอก็เอากรรไกรมาแทงผม คิดจะฆ่าผม ใครเขาจะเก็บกรรไกรไว้ใต้หมอนกัน”
“ชีวิตคู่กลายเป็นแบบนี้ ผมก็พยายามเต็มที่แล้วจริง ๆ ผมไม่มีความสามารถพอจะทำให้ใจเธออ่อนลง ช่างเถอะครับ”
พ่อเมียผุดลุกขึ้นยืน มองลูกเขยอย่างตกตะลึง ในหัวอื้ออึงไปหมด เขารู้ว่าลูกสาวมีใจให้ปัญญาชนที่กลับเข้าเมืองคนนั้น และไม่เคยพอใจเจียงเลี่ยนัก
เธอคิดว่าเขาไม่รู้หนังสือ หยาบกระด้าง แถมยังมีกลิ่นคาวเลือดติดตัว ตอนแรกเขานึกว่าในเมื่อเธอยอมแต่งงานแล้ว คงคิดดีแล้วและตั้งใจใช้ชีวิตอย่างสงบ ใครจะคิดว่าเธอจะไม่ยอมร่วมเตียงตลอดสามปี
เขารีบเดินไปหาลูกสาว ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ตบหน้าเธอฉาดหนึ่ง แล้วตวาดว่า “พูดมา ตกลงมันเรื่องอะไรกัน เธอบ้าไปแล้วหรือไง แต่งงานกันแล้วแต่ไม่ยอมร่วมเตียง หมายความว่ายังไง”
หลินเฟิงเจียวกุมแก้มที่แสบไปหมด มองเจียงเลี่ยด้วยแววตาเคียดแค้นยิ่งกว่าเดิม ทั้งหมดเป็นความผิดของไอ้สัตว์เดรัจฉานนี่ ไม่อย่างนั้นพ่อจะตบเธอได้อย่างไร รู้จักแต่ฟ้องคนอื่น ไร้ประโยชน์สิ้นดี
เธอน้อยใจอย่างยิ่ง “พ่อคะ ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยาก แต่เขาน่ากลัวเกินไป หยาบกระด้างเกินไป หนูกลัว”
เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน เธอตกลงกับพี่ชิงชูไว้แล้วว่าจะรักษาพรหมจรรย์รอให้เขากลับมาแต่งงานด้วย เธออยากเข้าเมืองไปใช้ชีวิตดี ๆ
