รออยู่ราวหนึ่งก้านธูป
ซ่งซื่อทำท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง พิงกายอยู่ในอ้อมแขนของสาวใช้เดินเข้ามา ส่วนอวี๋ชิ่นฉู่คอยประคองอยู่ข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง
เมื่อเข้ามาในห้อง ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที “คุกเข่าลง!”
ซ่งซื่อชะงักงัน
พลัน!
ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋คว้าถ้วยชาขึ้นมาฟาดลงพื้นอย่างแรง สีหน้ามืดครึ้มดุดันจนทั้งสองคนตกใจ รีบคุกเข่าลงทันที อวี๋ชิ่นฉู่เอ่ยอย่างร้อนรนว่า “ท่านย่าโปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ”
“พวกเราติดอยู่ที่หลินโจวมาสิบกว่าปี กว่าจะได้กลับเมืองหลวงก็ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ยังไม่ถึงหนึ่งเดือน เรื่องอื้อฉาวก็แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋นึกถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ผู้คนมีต่อตระกูลอวี๋ในวันนี้ เพลิงโทสะในอกก็พลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นระลอก
นางตวัดสายตาอันไม่เป็นมองไปยังซ่งซื่อ “ชีวิตคนถึงสิบสองชีวิตเชียวนะ ซ่งซื่อ หากเจ้าไม่อธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง ชื่อเสียงฆ่าคนโดยไม่เห็นค่าเช่นผักปลา จะตกมาอยู่บนหัวเจ้า ไม่มีใครช่วยคุ้มครองเจ้าได้!”
ซ่งซื่อได้ยินดังนั้นจึงเพิ่งตระหนักว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด “ท่านแม่ ข้า...ข้าไม่รู้เรื่องเจ้าค่ะ”
“จิงเจ้าอิ้นจะรายงานต่อราชสำนัก ราชสำนักจะไม่ส่งคนไปสืบสวนที่แดนซูโจวอย่างละเอียดได้อย่างไร? แม้องค์ชายกระทำผิดก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกับสามัญชน”
ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋มองซ่งซื่อราวกับอยากถลกหนังนางทั้งเป็น ก่อนจะเหลือบมองอวี๋ชิ่นฉู่อย่างมีนัย “ถึงเรื่องนี้จะมีจวนอ๋องจิ้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องถูกลอกหนังออกไปชั้นหนึ่ง!”
อวี๋ชิ่นฉู่ได้ยินแล้วใบหน้าน้อย ๆ ก็ซีดเผือด ทั้งยังตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก นางอดไม่ได้ที่จะมองอวี๋จือหนิงด้วยแววตาขุ่นเคือง หากอวี๋จือหนิงไม่แจ้งความ เรื่องก็คงไม่บานปลายถึงเพียงนี้
