อวี๋จือหนิงเหลือบมองบิดาที่ยังหมดสติไม่ฟื้น ก่อนข่มโทสะแล้วกล่าวกับจิงเจ้าอิ้นว่า “ใต้เท้า สตรีผู้นี้คือพยานคนสำคัญที่สุด ต้องสอบปากคำจนได้ความแน่ อีกทั้งยังคืนความบริสุทธิ์ให้ผู้บริสุทธิ์ได้”
จิงเจ้าอิ้นรับราชการมาหลายปี ไฉนจะมองไม่ออกว่าผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เป็นผู้ใด
เขาพยักหน้า โบกมือให้คนพาสตรีผู้นั้นออกไป แล้วฉวยโอกาสพาตัวเถ้าแก่หอซีเฟิงไปสอบปากคำด้วย
อวี๋จือหนิงพาอวี๋เจิ้งหนานขึ้นรถม้าออกไปก่อนเช่นกัน
เบื้องหลัง อวี๋เจิ้งชิงมีสีหน้าบิดเบี้ยว ในใจอดหวั่นวิตกมิได้ เขาหันไปมองอ๋องจิ้งที่ค่อย ๆ เดินลงบันไดมา พลางเอ่ยเสียงติดขัดว่า “ท่านอ๋อง”
อ๋องจิ้งมองอวี๋เจิ้งชิงอย่างมีนัย “พวกเจ้าพี่น้องคิดวางแผนใส่ร้ายข้า ทำลายชื่อเสียงข้ากระนั้นหรือ?”
ตุบ!
อวี๋เจิ้งชิงคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านอ๋องโปรดพิจารณาให้กระจ่าง ข้าจะโง่เขลาถึงขั้นวางแผนเล่นงานท่านอ๋องได้อย่างไร?”
อ๋องจิ้งก้มมองอวี๋เจิ้งชิงที่หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ แล้วแค่นเสียงเย็นชา “หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น!”
หอซีเฟิงซึ่งเมื่อครู่ยังครึกครื้น บัดนี้ผู้คนต่างพากันหลีกเลี่ยงไม่ข้องเกี่ยว ทยอยออกไปจนหมด
……
อวี๋จือหนิงพาอวี๋เจิ้งหนานกลับจวนกั๋วกง และส่งคนไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋แล้ว จากนั้นจึงจัดให้เขาพักในเรือนด้านข้างของโถงหน้า
“นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋เห็นบุตรชายหมดสติไม่ฟื้น แทบเสียขวัญ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ อวี๋จือหนิงก็เดาว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้เรื่อง
ถึงอย่างไรก็เป็นบุตรแท้ ๆ ของนาง คงไม่ถึงกับวางแผนเล่นงานบุตรชายคนโตเพื่ออนาคตของบุตรชายคนรอง